×

ทำไมถึงชื่อ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ รุนแรงแค่ไหน

25.08.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบปรากฏการณ์ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ ที่แสดงถึงความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศโลก

ท่ามกลางความผันผวนสุดขั้วของภูมิอากาศโลกที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงจนยากจะคาดเดา หนึ่งในคำศัพท์กลุ่มหนึ่งที่กำลังถูกกล่าวถึงในหมู่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศด้วยความกังวลใจ นั่นคือ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ (Godzilla El Niño)

 

 

ชื่อที่ฟังดูเหมือนอสูรกายยักษ์นี้ กำลังทอดเงาอันน่าสะพรึงกลัวข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก และส่งสัญญาณเตือนถึงความโกลาหลครั้งใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามา เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลปั่นป่วนจนทำลายทุกสถิติเดิม คลื่นความร้อนแผดเผา ภัยแล้งยาวนาน ตลอดจนอุทกภัยฉับพลันที่จะสะเทือนไปถึงห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจระดับโลก นี่จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดว่า มนุษย์เรากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ภูมิอากาศขั้นสุดขั้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทำไมถึงชื่อ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ และรุนแรงแค่ไหน

 

คำว่า ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ รวมถึงคำว่า ‘ซูเปอร์ เอลนีโญ’ (Super El Niño) หรือ ‘เมกะ เอลนีโญ’ (Mega El Niño) ไม่ใช่ชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นศัพท์ที่นักพยากรณ์อากาศและผู้เชี่ยวชาญนิยมใช้เรียกปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงระดับสุดขั้วเป็นพิเศษ

 

โดยทั่วไปจะหยิบยกคำนี้มาใช้ เมื่ออุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพื่อสื่อให้เห็นภาพตรงกันถึงอิทธิพลและขนาดอันทรงพลังมหาศาลดั่งอสูรกาย ‘ก็อดซิลลา’ ที่พร้อมจะพลิกกลับสภาพภูมิอากาศทั่วโลกและสร้างภัยพิบัติครั้งใหญ่ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า เอลนีโญรอบนี้กำลังทวีความรุนแรง จนอาจเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่โลกเคยเผชิญมา

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ คาดการณ์ว่านี่อาจเป็น ‘เอลนีโญที่ทรงพลังที่สุดในรอบกว่า 100 ปี’ หรืออาจรุนแรงที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันเคยบันทึกไว้ในความทรงจำของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ (Strongest in Living Memory) โดยมีโอกาสสูงถึง 69% ที่จะกลายเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติมา

 

เบน ริช นักอุตุนิยมวิทยาจาก BBC Weather ชี้ว่า แบบจำลองชี้ว่า อุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและฝั่งตะวันออกจะ ‘สูงกว่าปกติ’ ถึง 3 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับสถิติเอลนีโญครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเมื่อปี 1877 ซึ่งปีนั้นอุณหภูมิสูงกว่าปกติประมาณ 3.5 องศาเซลเซียส

 

เนื่องจากความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรแปซิฟิกต้องใช้เวลาในการถ่ายโอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ส่งผลให้อิทธิพลของเอลนีโญที่ก่อตัวนี้ จะไปแสดงผลกระทบรุนแรงที่สุด จนทำให้ปี 2027 ทวีความร้อนระอุยิ่งกว่าปี 2026 และมีโอกาสกลายเป็น ‘ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์’ ทำลายสถิติโลก

 

ขณะที่ ไซมอน คิง นักอุตุนิยมวิทยาจาก BBC Weather ได้อธิบายถึงกลไกที่เกิดขึ้นว่า มหาสมุทรแปซิฟิกเปรียบเสมือน ‘เครื่องแผ่ความร้อน’ (Radiator) ขนาดยักษ์ เมื่อถูกเปิดสวิตช์ขึ้น ความร้อนมหาศาลจะถูกถ่ายโอนจากน้ำเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นไปอีกราว 0.2 องศาเซลเซียส โดยแต่ละพื้นที่แต่ละภูมิภาคทั่วโลกจะมีผลกระทบแตกต่างกันไป

 

‘ผลกระทบเชิงลบ’ ที่เกิดขึ้นตามมา มีอะไรบ้าง

 

จัสติน โรว์แลตต์ บรรณาธิการด้านภูมิอากาศของ BBC ระบุว่า เมื่อเกิดเอลนีโญที่มีความรุนแรงขึ้น ทับซ้อนกับภาวะโลกร้อนเดิมที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอยู่ก่อนแล้ว วิกฤตการณ์ภูมิอากาศขั้นสุดขั้วนี้ จึงทำหน้าที่เหมือน ‘ตัวขยายสัญญาณความรุนแรง’ (Amplify) ส่งผลให้คลื่นความร้อน ภัยแล้ง พายุฝน และน้ำท่วมฉับพลันในรอบนี้รุนแรงสุดขั้วและสร้างความเสียหายหนักกว่าครั้งก่อนๆ ในอดีตอย่างมาก

 

หลายพื้นที่จะเผชิญวิกฤตภัยแล้งและไฟป่ารุนแรง เช่น ออสเตรเลีย ป่าแอมะซอน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังทำให้ลมมรสุมของอินเดียอ่อนกำลังลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดน้อยลงกว่าปกติ ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ เช่น เปรู เอกวาดอร์ รวมถึงตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา จะต้องเผชิญกับฝนตกหนักอย่างหนักหน่วง เสี่ยงต่ออุทกภัยและดินถล่ม

 

เอลนีโญยังทำให้เกิดกระแสลมเฉือนแรง (Wind shear) ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งช่วยขัดขวางและลดความรุนแรงของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่จะไปเพิ่มการก่อตัวของพายุในฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกแทน เกิดลมพายุแปรปรวน

 

อุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ทำให้สารอาหารและประชากรปลาในมหาสมุทรแปซิฟิกลดลงอย่างรวดเร็ว ในอดีตความรุนแรงระดับนี้เคยทำให้ประชากรนกเพนกวินบนหมู่เกาะกาลาปากอสต้องอดอยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก จนประชากรลดฮวบลงอย่างวิกฤต ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า

 

ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกนั้น ปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายหนัก เช่น อินเดียต้องนำเข้าน้ำตาลเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษเนื่องจากขาดแคลนผลผลิต และในอดีตภัยแล้งจากเอลนีโญยังเคยทำให้ราคาช็อกโกแลตแพงขึ้นถึง 15% เพราะผลผลิตโกโก้ในกานาและโกตดิวัวร์ลดลงอย่างมาก และเคยส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของผู้คนกว่า 60 ล้านคนทั่วโลกมาแล้ว

 

นอกจากนี้ยังทำให้การคมนาคมขนส่งในหลายพื้นที่หยุดชะงัก เช่น ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปานามาส่งผลให้ปริมาณน้ำในทะเลสาบที่ใช้ป้อนระบบประตูกั้นน้ำของคลองปานามาลดลงอย่างวิกฤต ทำให้ต้องจำกัดจำนวนเรือบรรทุกสินค้าที่จะผ่านช่องทางขนส่งสำคัญของโลกช่องทางนี้

 

ด้าน เอมิลี เบกเกอร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไมอามีและทีมพยากรณ์ของ NOAA ชี้ว่า อย่างน้อยที่สุดการเกิดขึ้นของเอลนีโญส่งอิทธิพลต่อชั้นบรรยากาศโลกในรูปแบบที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีโอกาสสูงมาก ที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำว่าจะเกิดผลกระทบสุดขั้วขึ้นที่ไหนบ้าง ความสามารถในการพยากรณ์ที่แม่นยำนี้ ซึ่งอาศัยการตรวจจับผ่านดาวเทียมและทุ่นวิจัยใต้ทะเลลึก จะช่วยสร้างข้อได้เปรียบที่สำคัญให้มนุษย์มีเวลาวางแผนและเตรียมความพร้อมรับมือล่วงหน้าก่อนที่ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นจริง

 

คำถามสำคัญหลังจากนี้ จึงอาจไม่ได้อยู่แค่ว่า เราจะรอดพ้นจากอิทธิพลของวิกฤตการณ์ภูมิอากาศขั้นสุดขั้วนี้ไปได้อย่างไร หากแต่อยู่ที่ว่า เราพร้อมแค่ไหนในการปรับตัวและรับมือกับ ‘ความปกติใหม่’ ที่มีแนวโน้มเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะในท้ายที่สุด ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ อาจไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่คือสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า เวลาสำหรับการผัดวันประกันพรุ่งในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกได้หมดลงแล้ว

 

ภาพ: AI-generated image by Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising