เศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เหลือขยายตัวเพียง 1.9% เหตุไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุด สภาพัฒน์ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.2% (ค่ากลาง)
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (17 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% YoY ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัว 2.8% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2569 ดังนั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ชะลอตัวมีสาเหตุหลักมาจากเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังนับว่าต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน หลังเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 8.4% YoY มาเลเซียขยายตัว 6.0% YoY สิงคโปร์ขยายตัว 5.9% YoY อินโดนีเซียขยายตัว 5.3% YoY และฟิลิปปินส์ขยายตัว 2.3% YoY
วิเคราะห์ ‘ปัจจัยฉุด’ เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาส 2 ปีนี้
โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ GDP ไทยไตรมาสล่าสุด ชะลอตัวลงมาจาก (1) การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว โดยขยายตัวเหลือ 1.9% (ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า) เป็นไปตามการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาอยู่ที่ระดับ 50.3 (ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส) โดยมีการชะลอตัวในเกือบทุกหมวดสำคัญ ทั้งหมวดบริการ หมวดสินค้าไม่คงทน และหมวดสินค้าคงทน เป็นต้น
(2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลชะลอตัวลงอย่างมาก เหลือโตเพียง 0.2% (ชะลอลงจาก 3.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) เนื่องจากการลดลงของรายจ่ายโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินและค่าตอบแทนแรงงานที่ปรับตัวลดลง 2.8% และ 0.3% ตามลำดับ
(3) การลงทุนภาครัฐกลับมาหดตัว ปรับตัวลดลง 1.6% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส (เทียบกับการขยายตัว 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) โดยเฉพาะการลดลงของการลงทุนหมวดเครื่องจักรเครื่องมือและการลงทุนในหมวดก่อสร้าง ตามการลดลงของการก่อสร้างรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ
(4) ขณะที่ด้านการผลิต หลายสาขาชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสาขาเกษตรกรรม ขยายตัว 1.5% (ชะลอลงจาก 2.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงจาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารชะลอตัว โดยขยายตัว 1.5% (ชะลอจาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าชะลอตัว โดยขยายตัว 2.6% (ชะลอลงจาก 3.5% ในไตรมาสก่อน) ขณะที่สาขาก่อสร้างขยายตัวเกือบหยุดนิ่ง โดยขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงอย่างรุนแรงจาก 6.2% ในไตรมาสก่อนหน้า)
เปิด ‘แรงส่ง’ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2: ลงทุนภาคเอกชน-ส่งออก
แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 จะเผชิญการชะลอตัวในหลายด้าน แต่ยังมีแรงสำคัญ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวถึง 13.4% เร่งตัวขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2555
ขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัว 17.6% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ขยายตัวสอดคล้องกับกระแสความต้องการในตลาดโลก โดยกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ขยายตัว 129%) และชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ขยายตัว 65.5%)
เศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุดหรือยัง
ดนุชาตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีเศรษฐกิจไทยตอนนี้ผ่านจุดต่ำสุดไปหรือยัง หรือเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ใช่หรือไม่ ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เท่าที่ดูข้อมูลจนถึงตอนนี้ คาดว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากในครึ่งปีหลัง คาดว่าความรุนแรงของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเริ่มคลี่คลายลง
สภาพัฒน์ปรับขึ้นประมาณการ GDP ไทย
สภาพัฒน์ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 2.0-2.5% (โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 2.2%) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนหน้า (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%)
โดยสาเหตุสำคัญของการปรับเปลี่ยนประมาณการมาจาก 4 สาเหตุสำคัญ ดังนี้
- การส่งออกสินค้า โดยสภาพัฒน์ปรับคาดการณ์มูลค่าส่งออกขึ้นเป็น 15.1% (จากเดิมคาดไว้ 9 6%) เนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจ และ ปริมาณการค้าโลกปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะความต้องการสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ และ เทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI) ที่ยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
- นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น โดยปรับคาดการณ์รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 1.65 ล้านล้านบาท (จากเดิมที่คาดไว้ 1.49 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวถึง 10.6% (จากเดิมคาด 6.2%)
- การลงทุนภาคเอกชน ปรับขึ้นเป็น 9.6% (จากเดิม 3.7%) สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือ ตลอดจนความต้องการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุน นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากยอดการขอรับและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
- การบริโภคภาคเอกชน ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% (จาก 2.4%) สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการเงินเฟ้อลงมาอยู่ที่ 1.5-2.0%
อย่างไรก็ตาม ดนุชากล่าวว่า ประมาณการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภายนอกประเทศที่สำคัญ ความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าที่คาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูงและธุรกิจ SMEs ที่ยังคงมีความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูงจะเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

