‘ผยง’ ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ไทยต้องเร่งเปลี่ยน ‘ศักยภาพ’ สู่การลงมือทำ ดันแข่งขันชิงลงทุน-ห่วงโซ่อุปทานรอบใหม่
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (3 กันยายน) ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวปาฐกถาเปิดงาน Bangkok Business Summit 2026 ว่า ไทยและอาเซียนกำลังเผชิญช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปรับโครงสร้างการค้าและการลงทุน การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่กำลังเปลี่ยนต้นทุนและเศรษฐศาสตร์ของการผลิต ตลอดจนการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่
“นี่คือช่วงเวลาที่ไทยและอาเซียนต้องแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ ห่วงโซ่อุปทาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง และงานที่มีรายได้ดี” ผยงกล่าว
ทั้งนี้ ไทยเข้าสู่การแข่งขันดังกล่าวด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ทำเลที่ตั้ง การเชื่อมต่อกับภูมิภาค และระบบการเงิน อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญจากนี้คือการเปลี่ยนจุดแข็งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง หรือเปลี่ยนจาก ‘ศักยภาพ’ ไปสู่ ‘การลงมือทำ’ และจากโอกาสไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
รัฐเปิดทาง เอกชนสร้างอนาคต ดันธุรกิจขึ้นห่วงโซ่มูลค่าสูง
ผยงกล่าวว่า Bangkok Business Summit ถูกออกแบบให้เป็นเวทีสำหรับการร่วมสร้างและการลงมือทำ (Co-creation and Execution) โดยดึงภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน องค์กรระหว่างประเทศ และพันธมิตรด้านการพัฒนามาร่วมกันกำหนดวาระสำหรับอนาคต เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไม่สามารถเกิดขึ้นแบบต่างคนต่างทำได้
“ผลิตภาพเชื่อมโยงกับทักษะ การลงทุนเชื่อมโยงกับการเงิน กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานก็เชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขัน” ผยงกล่าว พร้อมระบุว่า ไทยจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบ Whole-of-Society ที่แต่ละภาคส่วนต้องนำจุดแข็งของตัวเองเข้ามา มีความรับผิดชอบที่ชัดเจน และทำให้ความร่วมมือสามารถวัดผลลัพธ์ได้
สำหรับภาคเอกชน ผยงมองว่าต้องก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการช่วยระบุอุปสรรคที่ฉุดรั้งการลงทุนและผลิตภาพ การลงทุนในขีดความสามารถใหม่และเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ รวมถึงการช่วยให้ธุรกิจไทยตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ไปจนถึง SMEs ขยับขึ้นสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกที่มีมูลค่าสูงขึ้น
“บทบาทของรัฐบาลและภาคธุรกิจต้องเกื้อหนุนกัน รัฐบาลมีหน้าที่เปิดทาง ภาคธุรกิจมีหน้าที่สร้างอนาคต และการเติบโตจะต้องส่งต่อไปถึงประชาชนในท้ายที่สุด”
ผยงกล่าวต่อว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับธีมของการประชุม Reinvent Thailand, Resilient ASEAN เนื่องจากไทยมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับเครือข่ายการผลิต การค้า โลจิสติกส์ อาหาร พลังงาน และการเงินของอาเซียน ดังนั้น หากไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น จะช่วยทำให้ห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่การยกระดับการเชื่อมต่อด้านดิจิทัลและการเงินจะช่วยให้ธุรกิจเคลื่อนย้ายและทำธุรกิจข้ามพรมแดนในอาเซียนได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นและปล่อยคาร์บอนต่ำ จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคโดยรวม โดยผยงมองว่า “ไทยที่แข็งแกร่งขึ้น” จะนำไปสู่ “อาเซียนที่แข็งแกร่งขึ้น” ขณะเดียวกัน อาเซียนที่เชื่อมโยงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ก็จะเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเช่นกัน
จังหวะสำคัญ เปลี่ยน ‘Dialogue’ สู่ ‘Action’
ผยงกล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นจังหวะสำคัญในการเดินหน้าวาระดังกล่าว โดยในวันนี้ธนาคารโลกจะเปิดตัวรายงานฉบับสำคัญ ‘Building Thailand’s Future Today’ ซึ่งนำเสนอเส้นทางสู่การเป็นประเทศรายได้สูงของไทย ขณะที่เดือนตุลาคมนี้ กรุงเทพฯ จะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในปี 2534 และในปี 2571 ไทยจะรับตำแหน่งประธานอาเซียน
ผยงระบุว่า ความมุ่งหมายของ Bangkok Business Summit ครั้งนี้จึงชัดเจน คือ การเปลี่ยนจาก Dialogue ไปสู่ Action เปลี่ยนแนวคิดให้เป็นลำดับความสำคัญ เปลี่ยนลำดับความสำคัญให้มีผู้รับผิดชอบ และเปลี่ยนความรับผิดชอบให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่วัดผลได้
พร้อมกันนี้ ผยงหวังว่าการประชุมที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้จะเป็นรากฐานของความร่วมมือภาคเอกชนในอาเซียนที่ลึกซึ้งขึ้น และในอนาคตอาจพัฒนาไปสู่ Flagship Regional Business Summit ที่รวบรวมภาคธุรกิจจากประเทศอาเซียนเพื่อกำหนดวาระร่วม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสที่เข้าถึงทั้งเศรษฐกิจ ธุรกิจ SMEs ประชาชน และชุมชนทั่วภูมิภาค
“หากเราใช้ช่วงเวลานี้ให้เกิดประโยชน์ ปี 2569 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการเติบโตบทใหม่ของประเทศไทย และเป็นส่วนสำคัญของบทต่อไปในการเติบโตของอาเซียน”

