ท่ามกลางเสียงสะท้อนเรื่องวิกฤตค่าไฟแพงที่บั่นทอนทั้งค่าครองชีพของภาคประชาชน และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บี.กริม (B.Grimm) ชี้ต้นตอปัญหาค่าไฟแพงจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น แนะรัฐบาลเร่งเจรจาเมียนมาดึงก๊าซธรรมชาติทดแทนสัดส่วนการนำเข้า LNG ด้าน นพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม B.Grimm เผยต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าราว 25%
ประเด็นสำคัญ
บนเวทีเสวนา Business Building the Future: Winning in Turbulence ภายในงาน The Bangkok Business Summit ซึ่งจัดโดยธนาคารโลก ดร.ฮาราลด์ กล่าวว่า “เวลาคนพูดถึงค่าไฟแพง จริงๆ แล้วเรากำลังพูดผิดเรื่อง สิ่งที่เราต้องพูดถึงคือต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติต่างหาก หากเราสามารถทำให้ต้นทุนก๊าซกลับไปอยู่ในจุดที่เคยเป็น ปัญหาเรื่องราคาไฟฟ้าก็จะไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป”
ดร.ฮาราลด์ ย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลง แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยกลับไม่ได้มุ่งเน้นการจัดหาก๊าซจากเมียนมาเพิ่มเติม ทั้งที่เมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรก๊าซมหาศาล ซึ่งไทยจำเป็นต้องรักษาสายสัมพันธ์อันดีเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
กางโครงสร้างเชื้อเพลิง ลดพึ่งพา LNG ตลาดโลก เซฟต้นทุนได้ 25%
ด้าน นพเดช กล่าวถึงโครงสร้างพลังงานของไทยว่า ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติคือหัวใจสำคัญ โดยคิดเป็นต้นทุนหลักถึง 60-70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศ
ปัจจุบันสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติของไทยมาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ แหล่งก๊าซในประเทศ 60% เมียนมา 20% และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 20% ซึ่งจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่การนำเข้า LNG ในรูปแบบ Spot ที่มีราคาสูงและผันผวนตามสถานการณ์โลก
“หากเราสามารถเพิ่มสัดส่วนก๊าซจากฝั่งอ่าวไทย ทะเลอันดามัน และเมียนมา เพื่อลดการพึ่งพา LNG นำเข้าให้น้อยที่สุด จะสามารถช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศลงได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉลี่ยแล้วราคาก๊าซธรรมชาตินำเข้าจะสูงกว่าราคาก๊าซในประเทศและเมียนมาราว 25%” นพเดชกล่าว
แนะรัฐบาลเร่งเจรจาดึงก๊าซเมียนมาให้จบใน 3-5 ปี
สำหรับกลไกในการจัดหาก๊าซจากเมียนมา นพเดชระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลไทยและเมียนมาได้เริ่มต้นพูดคุยแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) และมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันเพื่อเปิดทางให้ฝ่ายไทยเข้าไปศึกษาและสำรวจแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัด คือการเปลี่ยนข้อตกลงให้เป็นการปฏิบัติจริง ทั้งการเร่งสำรวจ ขุดเจาะ และทำสัญญาระยะยาว (Long-term Contract) ซึ่งทาง บี.กริม ประเมินว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ควรจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริงภายในระยะเวลา 3-5 ปี
หนุนเปิดเสรีตลาดก๊าซ ปูทางไทยสู่ฮับ AI และ Data Center
นอกจากการหาแหล่งก๊าซใหม่ นพเดชยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเสรีตลาดก๊าซอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างกลไกการแข่งขันที่แท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่ต้นทุนที่ถูกลง
ยิ่งไปกว่านั้น การมีพลังงานที่เสถียรและราคาถูก ยังเป็นตัวแปรชี้ขาดในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง โรงงานผลิตชิป รวมถึง Data Center และ AI หากไทยมีปริมาณก๊าซจากเมียนมาเข้ามาเสริม ธุรกิจใหม่ๆ เหล่านี้จะสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด
การปรับโครงสร้างเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีให้กลุ่ม Data Center สามารถบริหารจัดการนำเข้า LNG ผ่านสัญญาระยะยาวได้เอง หรือการผลักดันกลไก Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง) ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้ซัพพลายเชนด้านพลังงานของไทยแข็งแกร่ง ไม่เป็นภาระของประเทศ และพร้อมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
ภาพ: B.Grimm ชี้ทางออก

