×

ทหารสหรัฐฯ เปิดใจ หลัง USS Abraham Lincoln เทียบท่าไทย ทำไมพัทยาจึงเป็นจุดพักสำคัญ?

03.09.2026
  • LOADING...
ภาพเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เทียบท่าที่พัทยา ประเทศไทย

หลังใช้ชีวิตกลางทะเลต่อเนื่องนานหลายเดือนโดยแทบไม่ได้ขึ้นฝั่ง กำลังพลบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ของสหรัฐฯ เดินทางถึงประเทศไทย พร้อมเปิดใจกับสื่อต่างประเทศถึงความรู้สึกหลังภารกิจที่ยาวนาน ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องความเครียด การขาดแคลนอาหาร และสภาพความเป็นอยู่บนเรือที่ถูกตั้งคำถามในสหรัฐฯ

 

 
 

อนึ่ง สื่อต่างประเทศจับตาการแวะพักครั้งนี้ว่า มีความหมายสำหรับกำลังพลเกือบ 5,000 นาย หลังต้องอยู่กลางทะเลต่อเนื่องกว่า 250 วัน ขณะที่จุดแวะพักของเหล่าทหารอเมริกัน ยังสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะพันธมิตรทางทหารเก่าแก่ของสหรัฐฯ ไปจนถึงภาพจำของพัทยาในฐานะจุดพักผ่อนของทหารอเมริกันที่มีมาตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม

 

THE STANDARD รวบรวมเสียงจากกำลังพลและรายงานของสื่อต่างประเทศ เพื่อย้อนดูภารกิจอันยาวนานของเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ รวมถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดแวะพักของหนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ทหารอเมริกันคิดอย่างไรต่อการเทียบท่าครั้งนี้?

 

ในสัปดาห์นี้ สื่อต่างประเทศหลายแห่งจับตามองการเดินทางมาประเทศไทยของ USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ หลังปฏิบัติภารกิจกลางทะเลโดยไม่ได้แวะเทียบท่าเป็นระยะเวลามากกว่า 250 วัน หรือกว่า 8 เดือน

 

ทั้งนี้ New York Times รายงานว่า กัปตัน แดน คีเลอร์ ผู้บังคับการ USS Abraham Lincoln กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ลูกเรือดีใจมากๆ ที่ได้มาถึงประเทศไทย พร้อมระบุว่า การพักผ่อนครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่กำลังพลทุกคนสมควรได้รับ หลังปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

 

ส่วน The Guardian รายงานว่า ลูกเรือหลายคนที่เดินทางมาถึงพัทยาต่างรอคอยที่จะได้กลับมาเหยียบพื้นดิน ได้นอนพัก และกลับบ้าน หลังจากไม่ได้ขึ้นฝั่งมาเกือบ 9 เดือน

 

“ตอนนี้มันเหมือนอยู่ในความฝัน” บรีส ทหารเรือรายหนึ่งของ USS Abraham Lincoln กล่าวกับ The Guardian พร้อมระบุว่า สิ่งที่เขาตั้งตารอคือการได้ลองอาหารไทยเป็นครั้งแรก รวมถึงการออกไปพบปะผู้คนใหม่ๆ

 

ขณะที่ AFP รายงานว่า เมื่อพูดถึงสิ่งที่กำลังพลบางส่วนต้องการหลังได้ขึ้นฝั่ง พวกเขาตอบสั้นๆ ว่า อาหาร การนอน และน้ำ อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศกลับตั้งคำถามถึงรายงานปัญหาสภาพความเป็นอยู่บนเรือในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่คีเลอร์ระบุว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอในสหรัฐฯ กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนเรือไม่ตรงกัน

 

ผู้บังคับการ USS Abraham Lincoln ระบุว่า ลูกเรือที่ออกปฏิบัติภารกิจเป็นครั้งแรกอาจบ่นเรื่องอาหารหรือสภาพความเป็นอยู่ได้ เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวที่ต้องออกจากบ้านไปใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก

 

อนึ่ง The Guardian ยังรายงานว่า ทหารอเมริกันที่เดินทางมาถึงพัทยาอาจได้รับคำแนะนำไม่ให้พูดกับผู้สื่อข่าวถึงสภาพความเป็นอยู่บน USS Abraham Lincoln โดยตรง

 

กว่า 8 เดือนกลางทะเล USS Abraham Lincoln เจออะไรบ้าง?

 

ก่อนการเดินทางมาถึงประเทศไทย USS Abraham Lincoln ตกเป็นข่าวในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง หลังได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางไปยังตะวันออกกลาง เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน จากเดิมที่ต้องประจำการอยู่ในภูมิภาคแปซิฟิกและทะเลจีนใต้

 

New York Times รายงานว่า ระหว่างปฏิบัติภารกิจ เรือเผชิญการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านหลายครั้ง แต่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงสงครามสหรัฐฯ ระบุว่า USS Abraham Lincoln สามารถยิงสกัดการโจมตีเหล่านั้นได้ทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม สงครามอิหร่านยังส่งผลต่อการสนับสนุนเรือโดยตรง เมื่อขีปนาวุธและโดรนของเตหะรานโจมตีฐานทัพเรือสำคัญของสหรัฐฯ ในบาห์เรนอย่างหนักในช่วงต้นสงคราม ส่งผลให้การส่งเสบียงและซ่อมบำรุง USS Abraham Lincoln ทำได้ยากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน การเมืองภายในสหรัฐฯ เริ่มมีคำถามถึงผลกระทบจากการประจำการที่ยาวนานผิดปกติ โดย ริชาร์ด บลูเมนธาล วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต และสมาชิกคณะกรรมาธิการด้านกองทัพของวุฒิสภาสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงเฮกเซธและ ฮุง เกา รักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือว่า เขามีความกังวลต่อระยะเวลาการประจำการของทหารบนเรือบรรทุกเครื่องบินที่ยาวนานขึ้น

 

ในจดหมายดังกล่าว บลูเมนธาลระบุว่า มีรายงานจากลูกเรือถึงปัญหาการขาดแคลนสิ่งของจำเป็น น้ำปนเปื้อน ระบบประปาขัดข้อง ความปลอดภัยบนดาดฟ้าเรือ สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ลง รวมถึงปัญหาการส่งไปรษณีย์ที่ทำให้พัสดุจากครอบครัวสูญหายหรือล่าช้าเป็นเวลาหลายเดือน

 

“ชายและหญิงบนเรือได้ตอบรับเสียงเรียกให้รับใช้ประเทศแล้ว” บลูเมนธาลระบุ พร้อมย้ำว่า กระทรวงสงครามสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องจัดหาเสบียง การบำรุงรักษา และความช่วยเหลือที่เพียงพอแก่พวกเขาระหว่างการปฏิบัติภารกิจ

 

CNN ยังรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า เมื่อเดือนก่อนมีลูกเรือรายหนึ่งตกจาก USS Abraham Lincoln ลงทะเล ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือและนำตัวไปประเมินทางการแพทย์ แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเจ้าตัวกลับไปปฏิบัติหน้าที่ต่อหรือไม่

 

ด้าน The Guardian ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งสร้างความกังวลให้กับฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ รวมถึงครอบครัวของกำลังพลกว่า 5,000 นายที่ประจำอยู่บนเรือ พร้อมระบุว่า ระหว่างปฏิบัติการ ลูกเรือบนเรือบรรทุกเครื่องบินอาจทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน

 

เจสัน โครว์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต รัฐโคโลราโดวิจารณ์ว่า ภาระที่กำลังตกอยู่กับลูกเรือและครอบครัวของพวกเขาเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง โดยย้ำว่า ปัญหาไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพและความเป็นอยู่ของกำลังพล แต่ยังบั่นทอนความพร้อมทางทหาร และทำให้สหรัฐฯ มีความปลอดภัยลดลง

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธภาพดังกล่าว โดยเฮกเซธระบุว่า รายงานดังกล่าว ‘บิดเบือน’ สถานการณ์อย่างสิ้นเชิง พร้อมยืนยันว่า กระทรวงสงครามพยายามทำให้เรือทุกลำ ลูกเรือทุกคน และผู้บังคับการทุกนายได้รับทุกสิ่งที่สามารถจัดหาให้ได้ในทุกช่วงเวลา

 

โดยปกติ กองทัพเรือสหรัฐฯ วางแผนการประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบินไว้ราว 6-7 เดือน แม้ภารกิจจะกินเวลาหลายเดือน แต่ไม่ได้หมายความว่า กำลังพลจะต้องอยู่กลางทะเลต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เพราะโดยทั่วไปจะมีการแวะท่าเรือ เพื่อให้ลูกเรือได้พักจากการใช้ชีวิตและทำงานกลางทะเล

 

ทำไมการมาถึงประเทศไทยจึงมีความหมาย?

 

นอกจากการเป็นจุดพักหลังภารกิจที่ยาวนาน การเดินทางเข้าไทยของ USS Abraham Lincoln ยังถูกนำเสนอในอีกมิติหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่มีมายาวนานโดยสถานทูตสหรัฐฯ ประจำไทยระบุว่า USS Abraham Lincoln เป็นส่วนหนึ่งของกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่ 3 ขณะที่เรืออีก 2 ลำในกองเรือเดียวกัน เข้าเทียบท่าในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย

 

ทั้งนี้ พลเรือตรี โรเบิร์ต อี. ลอห์แกรน ผู้บัญชาการกองเรือระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ถือเป็น ‘พันธมิตรตามสนธิสัญญา’ เพียงประเทศเดียวของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

 

ลอห์แกรนยังระบุว่า การแวะเทียบท่าครั้งนี้ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย

 

ในอีกด้านหนึ่ง BBC และ The Guardian ต่างเชื่อมโยงการมาเยือนครั้งนี้เข้ากับประวัติศาสตร์ของพัทยา ซึ่งเคยเป็นสถานที่พักผ่อนของทหารอเมริกันจำนวนมากในช่วงสงครามเวียดนาม

 

โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าว BBC ประจำประเทศไทย ระบุในรายงานเรื่อง US sailors arrive in Thailand’s Pattaya after record 250 days at sea ว่า การเดินทางครั้งนี้อาจเป็นครั้งที่มีกำลังพลสหรัฐฯ จำนวนมากเดินทางตรงจากพื้นที่สงครามมายังพัทยามากที่สุด นับตั้งแต่การล่มสลายของไซ่ง่อนในปี 1975

 

ประวัติศาสตร์ดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับภาพจำของพัทยาในฐานะเมืองท่องราตรีและแหล่งท่องเที่ยวทางเพศ โดย BBC รายงานว่า พัทยาเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามเวียดนาม หลังกลายเป็นจุดพักผ่อนของทหารอเมริกันจำนวนมาก ขณะที่ The Guardian ระบุว่า การเข้ามาของทหารสหรัฐฯ ในยุคนั้นมีส่วนเปลี่ยนพัทยาจากหมู่บ้านชาวประมงให้กลายเป็นจุดหมายด้านสถานบันเทิงและการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

 

อย่างไรก็ตาม การมาเยือนของกำลังพลสหรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมความพยายามของเมืองพัทยาที่ต้องการนำเสนอภาพของเมืองในมิติอื่นนอกเหนือจากสถานบันเทิงและการค้าบริการ

 

ก่อนหน้านี้ ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยาระบุว่า การมาเยือนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการถ่ายทอดภาพลักษณ์ของพัทยาสู่สายตาชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาเมือง ความสะอาด ทางเท้า ภูมิทัศน์ รวมถึงกิจกรรมด้านกีฬา การประชุมสัมมนา และการท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว

 

ปรเมศวร์ยอมรับกับ BBC ด้วยว่า พัทยายังคงมีภาพจำเรื่องบาร์และผู้หญิงที่ทำงานในสถานบันเทิง และเมืองไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาพเหมารวมดังกล่าวได้ แต่สิ่งที่สามารถทำได้คือแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันพัทยามีมากกว่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้กำหนดพื้นที่และกิจกรรมบางประเภทให้ทหารอเมริกัน โดยช่างภาพข่าวของ THE STANDARD รายงานว่า มีคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่สุ่มเสี่ยง เช่น ซอย 6, ซอย 6/1 และซอย 7 ซึ่งเป็นย่านที่มีสถานบันเทิงและบาร์จำนวนมาก รวมถึงร้านจำหน่ายกัญชา ขณะที่กำลังพลยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำกิจกรรมทางน้ำบางประเภทเพื่อความปลอดภัย

 

ข้อจำกัดดังกล่าวยังรวมถึงเรื่องการใช้สารเสพติดอย่างกัญชา รวมถึงกิจกรรมอย่างเจ็ตสกีและพาราเซลลิง ขณะที่ทางการไทยเพิ่มกำลังตำรวจในย่านสถานบันเทิง พร้อมกำชับผู้ประกอบการให้คิดราคาที่เป็นธรรมและดูแลความปลอดภัยของผู้มาเยือน

 

อนึ่ง การเดินทางมาของกำลังพลเกือบ 5,000 นายยังถูกจับตามองในมิติทางเศรษฐกิจ โดยนายกเมืองพัทยาประเมินว่า การใช้จ่ายของกำลังพลสหรัฐฯ ตลอดช่วงพักอาจสร้างเงินหมุนเวียนในเมืองได้สูงถึง 100 ล้านบาท ท่ามกลางช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวซบเซา หลังได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

 

อ้างอิง:

 

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising