กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่นเผย ในช่วงครึ่งของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) ญี่ปุ่นมีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้น เป็น 342,068 คน เพิ่มขึ้น 0.8% หรือ 2,788 คนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีที่จำนวนเด็กเกิดในช่วงครึ่งปีแรกกลับมาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวรวมเด็กที่เกิดจากชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่นด้วย
แม้การเพิ่มขึ้นจะยังอยู่ในระดับเพียงเล็กน้อย แต่ถือเป็นสัญญาณที่อาจบ่งชี้ว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโควิด-19 อาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยในปี 2564 ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดลดลงเกือบ 6% และอัตราการเกิดยังลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 3%- 5% ต่อปี ขณะที่ในปี 2568 อัตราการเกิดลดลง 3.1%
การแต่งงาน ช่วยให้เด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้น?
หนึ่งในปัจจัยที่ถูกมองว่ามีส่วนช่วยให้จำนวนเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้น คือจำนวนการแต่งงานที่ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นปีที่สองนับจากปี 2567
ผลพวงการล็อกดาวน์ช่วงโควิด ทำให้ในปี 2566 จำนวนคู่แต่งงานในญี่ปุ่นลดลงเหลือ 474,741 คู่ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาในปี 2568 จำนวนคู่แต่งงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 489,119 คู่ เพิ่มขึ้น 0.8% จากปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นราว 14,000 คู่จากจุดต่ำสุดหลังสงคราม
สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ญี่ปุ่นมีคู่แต่งงาน 238,979 คู่ เพิ่มขึ้น 0.2% หรือ 418 คู่จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม จำนวนการแต่งงานต่อปียังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดอย่างมาก โดยในปี 2562 ญี่ปุ่นมีคู่แต่งงานถึง 599,007 คู่ หรือมากกว่าปัจจุบันกว่า 100,000 คู่ แม้ตัวเลขจะเริ่มฟื้น แต่การแต่งงานยังไม่ได้กลับมาแข็งแรงเพียงพอที่จะช่วยหนุนจำนวนเด็กเกิดได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้หญิงวัยมีบุตรลดลง กดดันการเกิดในระยะยาว
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ จำนวนผู้หญิงวัยหนุ่มสาวในญี่ปุ่นกำลังลดลง สถาบันวิจัยประชากรและประกันสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นประเมินในปี 2566 ว่า จำนวนผู้หญิงอายุ 20-39 ปี จะลดลงจากประมาณ 12 ล้านคนในปี 2568 เหลือต่ำกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2593 หรือลดลงประมาณ 20%
นั่นหมายความว่า แม้อัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) ซึ่งวัดจำนวนบุตรเฉลี่ยที่ผู้หญิงหนึ่งคนมีตลอดช่วงชีวิตจะทรงตัวอยู่ในระดับเดิม จำนวนเด็กเกิดใหม่ก็ยังมีแนวโน้มลดลง เพราะจำนวนผู้หญิงในวัยมีบุตรลดลง
แม้โดยทั่วไปการแต่งงานจะเป็นตัวบ่งชี้จำนวนเด็กเกิดใหม่ แต่ข้อมูลบางส่วนเริ่มชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้กำลังจางลง โดยอัตราเจริญพันธุ์ของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วลดลงจากระดับ 2.23 ในปี 2545 เหลือระดับ 1.9 ในปี 2564 ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่จากผู้หญิงที่แต่งงานแล้วลดลงต่ำกว่า 30 คนต่อผู้หญิงแต่งงาน 1,000 คนในปี 2563 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการแต่งงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อย
ค่าครองชีพ-รายได้ อุปสรรคการมีลูก
อีกโจทย์สำคัญคือ การสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนรู้สึกว่าสามารถมีลูกได้ ปัจจุบันค่าจ้างที่แท้จริงของญี่ปุ่นยังฟื้นตัวได้จำกัดหลังหักผลกระทบจากเงินเฟ้อ ขณะที่ค่าครองชีพ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย ยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้เงินสมทบประกันสังคมยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กดดันรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายของประชากรวัยทำงาน
Takumi Fujinami นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Japan Research Institute ระบุว่า ผู้หญิงจำนวนมากจำเป็นต้องทำงานเต็มเวลา เพื่อหารายได้เพิ่มช่วยครอบครัว
“เมื่อพิจารณาควบคู่กับภาระหน้าที่ในที่ทำงาน และโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ คนจำนวนไม่น้อยอาจเลื่อนการมีลูกออกก่อน แม้จะแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยก็ตาม”
สัดส่วนผู้หญิงที่ยังคงทำงานต่อหลังมีลูกคนแรกเพิ่มขึ้นจาก 40.5% ในช่วงปี 2543-2547 เป็น 69.5% ในช่วงปี 2558-2562 อย่างไรก็ตามสัดส่วนผู้หญิงที่ทำงานประจำยังลดลงตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป แม้ในกลุ่มผู้หญิงที่ยังทำงานเต็มเวลา หลายคนก็เลือกไม่ปรับขึ้นตำแหน่งหลังมีลูก บางคนลดชั่วโมงทำงาน ย้ายไปทำหน้าที่อื่น หรือเปลี่ยนสถานะไปเป็นพนักงานพาร์ตไทม์หรือสัญญาจ้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้ลดลง
ดังนั้น แม้จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และนับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 11 ปี แต่ปัจจัยเชิงโครงสร้าง
ทั้งจำนวนผู้หญิงวัยมีบุตรที่ลดลง การแต่งงานที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ค่าครองชีพและข้อจำกัดด้านอาชีพของผู้หญิง ยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่กดดันแนวโน้มอัตราการเกิดของญี่ปุ่นในระยะยาว
ภาพ: hapelinium/ shutterstock
อ้างอิง:

