ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มหาเศรษฐีจีนจำนวนหนึ่งเคยย้ายทรัพย์สินและครอบครัวออกจากสิงคโปร์ไปยังฮ่องกง ดูไบ และ โตเกียว เพราะมองว่ากฎระเบียบของสิงคโปร์เข้มงวดและมีขั้นตอนยุ่งยากเกินไป แต่ปัจจุบัน พวกเขาเริ่มหวนกลับมาทบทวนสิงคโปร์ในฐานะฐานที่มั่นระยะยาวอีกครั้ง โดยผู้จัดการดูแลทรัพย์สินและที่ปรึกษาด้านสำนักงานครอบครัวรายงานว่า คำขอรับคำปรึกษาจากลูกค้ามหาเศรษฐีจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญ
โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่จีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบทรัพย์สินของพลเมืองในต่างประเทศ ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกก็เพิ่มความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เสถียรภาพ ความปลอดภัย และความคาดเดาได้ของสิงคโปร์ กลายเป็นคุณสมบัติที่คนมั่งคั่งให้ความสำคัญมากกว่าความสะดวกสบาย
จากจุดหมายยอดนิยมสู่ช่วงขาลง
เดิมที สิงคโปร์เป็นจุดหมายยอดนิยมของมหาเศรษฐีจีนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงทางการเงินและสร้างระยะห่างจากรัฐบาลกลางจีน กระแสดังกล่าวขยายตัวหลังการประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปี 2019 และการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ความนิยมของสิงคโปร์เริ่มลดลงหลังเกิดคดีฟอกเงินครั้งใหญ่ มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2023 รัฐบาลจึงยกระดับการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุน ส่งผลให้การเปิดบัญชีธนาคาร ตามด้วยการจัดตั้งสำนักงานครอบครัว และการขอสิทธิพำนักใช้เวลานานและมีเงื่อนไขซับซ้อนขึ้น ทำให้มหาเศรษฐีบางส่วนจึงย้ายไปยังฮ่องกง ดูไบ และ โตเกียว ซึ่งมีขั้นตอนบางด้านผ่อนคลายกว่า รวมถึงมีความสะดวกในการใช้ชีวิตและดำเนินธุรกิจมากกว่า
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนรับแรงกดดันจากจีน
ไรอัน หลิน ผู้อำนวยการบริษัทกฎหมาย Bayfront Law กล่าวว่า ลูกค้าหลายรายที่เคยย้ายออกจากสิงคโปร์เพราะไม่พอใจกฎเกณฑ์ด้านการเปิดเผยข้อมูล กลับมาติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องการวางรากฐานระยะยาวและการพำนักถาวร
หนึ่งในสาเหตุคือกฎระเบียบใหม่ของจีนเกี่ยวกับโครงสร้างทรัสต์ ซึ่งกำหนดให้ผู้ถือครองทรัพย์สินเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้น ผู้ถือหุ้นตัวแทนหรือนอมินี รวมถึงภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมกรมธรรม์ประกันภัยมูลค่าสูงและบัญชีนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศ แม้ทรัสต์จะจัดตั้งอยู่นอกจีน หรือเจ้าของทรัพย์สินจะไม่ได้พำนักอยู่ในจีนแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ จีนยังเพิ่มข้อจำกัดในการเข้าถึงบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในฮ่องกง ทำให้คนมั่งคั่งบางส่วนกังวลว่า ฮ่องกงยังคงอยู่ใกล้ชิดกับโครงสร้างอำนาจของจีนมากเกินไป
ดูไบเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ในช่วงที่ผ่านมา ครอบครัวชาวจีนจำนวนหนึ่งย้ายฐานการเงินและการใช้ชีวิตไปยังดูไบ แต่เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยก็ลดลง
ไรอัน หลิน และมานิช ติบราวาล ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักงานครอบครัว Farro Capital กล่าวว่า ลูกค้าหลายรายเริ่มยกเลิกแผนการลงทุน ถอนเงินทุน และเตรียมย้ายกลับสิงคโปร์ เพราะกังวลว่าดูไบอาจได้รับผลกระทบโดยตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว
ญี่ปุ่นเหมาะกับการลงทุน แต่ไม่เหมาะกับการใช้ชีวิต
เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่นเคยดึงดูดมหาเศรษฐีจีนด้วยภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ค่าเงินเยนที่อ่อนตัว และตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูในโตเกียว แต่หลังย้ายเข้าไปอยู่จริง หลายครอบครัวกลับพบอุปสรรคจากกฎเกณฑ์ทางสังคม ระบบภาษี และความแตกต่างด้านวัฒนธรรมการทำธุรกิจ
ไอริส ซู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Jenga Business Consulting Group กล่าวว่า ลูกค้ารายหนึ่งเคยย้ายครอบครัวไปญี่ปุ่น แต่ต้องย้ายกลับสิงคโปร์หลังใช้ชีวิตที่นั่นเพียง 8 เดือน โดยพบว่าสิงคโปร์ยังตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจได้ดีกว่า
สิงคโปร์ปรับนโยบายรับการกลับมา
รัฐบาลสิงคโปร์เองก็เริ่มปรับนโยบายเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มั่งคั่งกลับมา โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ หรือ MAS ประกาศผ่อนคลายเงื่อนไขบางประการสำหรับสำนักงานหรือครอบครัวเดี่ยวที่ต้องการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี มาตรการดังกล่าวเริ่มมีผลในเดือนสิงหาคม ทำให้เกณฑ์ด้านการจ้างงานบุคลากรและการลงทุนภายในประเทศมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงช่วยลดภาระด้านเอกสาร ขณะที่การตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนยังคงเข้มงวดเช่นเดิม
ข้อมูลจาก Juwai IQI ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี การสอบถามซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับหรูในสิงคโปร์จากผู้ซื้อชาวจีนเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ การย้ายออกและการหวนคืนสู่สิงคโปร์สะท้อนว่า เกณฑ์การตัดสินใจของมหาเศรษฐีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์โลก ในวันที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น เรื่องความคาดเดาได้จากระบบกฎหมายที่โปร่งใส นโยบายที่มีเสถียรภาพ และระบบการเงินที่ครบถ้วน จึงกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของสิงคโปร์
ภาพ: Fahroni/shutterstock
อ้างอิง:

