×

กรีฑาไทยกับการเดิมพันครั้งใหม่ในเอเชียนเกมส์ 2026

29.08.2026
  • LOADING...
ภาพ ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาไทยกำลังฉลองหลังการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร

ย้อนกลับไปปี 2023 ในเอเชียนเกมส์ 2022 ที่หางโจว ประเทศจีน สมาคมกีฬากรีฑา เป็นภาพสะท้อนแห่งความหวัง และบาดแผลในเวลาเดียวกัน

 

 

เอเชียนเกมส์ครั้งก่อน บิว-ภูริพล บุญสอน คว้าเหรียญเงิน 100 เมตรชายด้วยเวลา 10.02 วินาที ในการแข่งขันที่ลมแรงเกินเกณฑ์ +2.0 เมตรต่อวินาที จนสหพันธ์กรีฑาโลก หรือ World Athletics ไม่รับรองเวลาเป็นสถิติอย่างเป็นทางการ

 

แต่ความทรงจำของกรีฑาไทยในครั้งนั้นไม่ได้มีเพียงเหรียญเงิน เพราะการแข่งขันยังเต็มไปด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการจัดโปรแกรม และกรณีถอนตัวของนักกีฬาหลายราย

 

จนสุดท้าย พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมกรีฑาฯ เพื่อรับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดในการวางแผน

 

ดังนั้นครั้งนี้ สิ่งที่ไทยต้องพิสูจน์จึงไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่รวมถึงการบริหารนักกีฬาให้เดินไปถึงวันสุดท้ายของการแข่งขันโดยสมบูรณ์ที่สุด

 

จากหางโจวถึงปราก การเตรียมทีมเปลี่ยนไปอย่างไร

 

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดคือสมาคมส่งนักกรีฑาระยะสปรินต์ทั้งชายและหญิงไปเก็บตัวที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม

 

จุดประสงค์ไม่ได้อยู่แค่การเปลี่ยนบรรยากาศการซ้อม แต่เป็นการยกระดับทั้งสมรรถภาพร่างกายและสภาพจิตใจ ภายใต้โปรแกรมที่เข้มข้นกว่าการฝึกตามปกติในประเทศไทย

 

โค้ชจี-เจนทรี แบรดลีย์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนกรีฑาชาวอเมริกัน ผู้ฝึกสอนนักกีฬาทีมชาติไทยประเภทลู่ระยะสั้น ระบุว่าผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจ เพราะนักกีฬาส่วนใหญ่สามารถทำ Season’s Best หรือ Personal Best ได้ระหว่างอยู่ในแคมป์

 

สิ่งนี้สำคัญในเชิงจิตวิทยา เพราะก่อนเดินทางไปเอเชียนเกมส์ ทีมไม่ได้มีเพียงความหวังบนกระดาษ แต่มีข้อมูลจากการซ้อมและการแข่งขันที่ยืนยันว่าร่างกายของนักกีฬาอยู่ในทิศทางที่ดี

 

สมาคมกรีฑาฯ ประเมินว่าความหวังเหรียญทองสำคัญที่สุดยังอยู่ที่ภูริพล โดยเฉพาะ 100 เมตร และอาจรวมถึง 200 เมตร

 

เพราะเขาคือหนึ่งในนักวิ่งไม่กี่คนของเอเชียที่สามารถทะลุกำแพง 10 วินาทีได้แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของทีมชุดนี้คือสมาคมไม่ได้พูดถึงภูริพลเพียงคนเดียว แต่กำลังพยายามยกระดับทั้งในการวิ่งระยาสั้นประเภทเดี่ยว รวมถึงทีมผลัดชายและหญิง

 

นี่อาจเป็นทิศทางที่สำคัญกว่าเหรียญรางวัลครั้งเดียว เพราะหากไทยต้องการยืนอยู่ในระดับเอเชียอย่างต่อเนื่อง การมีนักวิ่งหนึ่งคนเร็วมากไม่เพียงพอ และมันยังจำเป็นต้องมีคนที่สอง สาม และสี่ที่สามารถทำเวลาใกล้เคียงกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว

 

9.8 วินาที ความฝันที่เริ่มไม่ไกลเกินจริง

 

ภูริพล บุญสอน เคยตั้งเป้าว่าอยากเห็นตัวเองวิ่ง 100 เมตรในระดับประมาณ 9.8 วินาที และก่อนเอเชียนเกมส์ครั้งนี้เขาก็ยังไม่ทิ้งเป้าหมายนั้น

 

แน่นอนว่า 9.8 ไม่ใช่ตัวเลขธรรมดา มันคือระดับเวลาที่ขยับจากการเป็นนักวิ่งระดับเอเชีย เข้าไปใกล้มาตรฐานของนักวิ่งระดับโลกอย่างจริงจัง

 

‘เทพบิว’ มองว่าการเจอคู่แข่งที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่น อาจช่วยผลักให้เขาวิ่งได้เร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็พยายามไม่สร้างแรงกดดันให้ตัวเองมากเกินไป

 

อย่างไรก็ตาม ในระดับเอเชียนเกมส์ ความแตกต่างระหว่างเหรียญทองกับการหลุดโพเดียมอาจอยู่ที่เศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น โดยจีนและญี่ปุ่นยังเป็นสองชาติที่ไทยจับตามองอย่างใกล้ชิด ขณะที่สมาคมเองก็ยอมรับว่ายังต้องประเมินนักวิ่งจากเอเชียกลาง รวมถึงความเป็นไปได้ของนักกีฬาที่มีการโอนสัญชาติ

 

นั่นทำให้การวิ่ง 100 เมตรไม่ได้เป็นเกมวัดว่าใครมี Personal Best ดีกว่าเพียงอย่างเดียว เพราะนักวิ่งต้องผ่านรอบแรก รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงโดยรักษาความสด การออกตัว และสมาธิให้ได้

 

ความสามารถในการวิ่ง 9.9 หนึ่งครั้งจึงอาจมีค่าน้อยกว่าการวิ่ง 10.0 ได้อย่างมั่นคงสามรอบในสองวัน และตรงนี้เองที่ประสบการณ์จากหางโจว และ โอลิมปิกเกมส์ที่ปารีส น่าจะมีความหมายกับบิวมากที่สุด

 

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ความเร็ว แต่คือจำนวนรอบที่ต้องวิ่ง

 

สิ่งที่ทีมงานและโค้ชให้ความสำคัญมากที่สุดในการดูแล บิว ภูริพล คือภาระการแข่งขัน เพราะมีบทเรียนมาแล้วจากเมื่อ 3 ปีก่อน ที่เขาต้องบาดเจ็บจนหมดสิทธิ์ลุ้นเหรียญอื่นๆ

 

หากบิวลงทั้ง 100 และ 200 เมตร แต่ละอีเวนต์ต้องวิ่งถึงสามรอบ เท่ากับร่างกายอาจต้องรับมือกับการแข่งขันระยะสั้นที่มีความเข้มข้นสูงถึงหกครั้ง และยังไม่รวม 4×100 เมตร กับอีเวนต์อื่นที่อาจถูกพิจารณาหน้างาน

 

นั่นทำให้โปรแกรมการฟื้นฟูร่างกาย กลายเป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้การฝึกความเร็ว ทีมโค้ชต้องประเมินสภาพร่างกายของภูริพลในทุกวัน ทั้งก่อนซ้อม หลังซ้อม ก่อนแข่ง และหลังแข่ง รวมถึงดูแลเรื่องการฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด

 

เพราะบทเรียนจากครั้งก่อนบอกชัดเจนว่า ต่อให้นักกีฬามีความเร็วพอคว้าเหรียญ แต่ถ้าร่างกายไม่สามารถผ่านโปรแกรมทั้งหมดได้ ความเร็วเหล่านั้นก็ไม่มีโอกาสถูกใช้

 

อีกหนึ่งโจทย์ทางแท็กติกที่ทีมไทยต้องแก้คือโปรแกรม 200 เมตร รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งตรงกับวันแข่งขัน 4×100 เมตร รอบคัดเลือก

 

โดยทางบิวยอมรับว่าเพิ่งทราบรายละเอียดดังกล่าวไม่นาน และทีมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะจัดตัวอย่างไร

 

ตรงนี้ทำให้ตัวสำรองของทีมกลายเป็นเรื่องสำคัญทันที หากทีมสามารถผ่านรอบคัดเลือก 4×100 เมตรได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้บิว ก็จะช่วยลดภาระก่อนการแข่งขันรอบชิง แต่หากสถานการณ์บังคับให้ต้องใช้ นักวิ่งคนสำคัญของทีมอาจต้องเจอกับการแข่งขันสองอีเวนต์ในระยะเวลาที่ใกล้กัน

 

นั่นเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจ เพราะการเลือกผิดหนึ่งครั้งอาจส่งผลต่อความหวังมากกว่าหนึ่งเหรียญพร้อมกัน

 

เจนทรี แบรดลีย์ เปิดเผยกับ THE STANDARD SPORT ว่ายังไม่ได้กำหนดลำดับไม้ 1-4 ของทีมผลัดชายอย่างเป็นทางการ แต่กลับมองว่านี่เป็นปัญหาที่ดี

 

เพราะหลายคนกำลังซ้อมได้ดี จนทีมมีตัวเลือกจำนวนมาก

 

ในวิ่งผลัด 4×100 เมตร ความเร็วส่วนบุคคลเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมการ เพราะคุณภาพของการรับส่งไม้ การเลือกตำแหน่ง และความเข้ากันของนักวิ่งแต่ละคนมีผลต่อเวลารวมมหาศาล

 

บางครั้งทีมที่มีนักวิ่งเร็วที่สุดสี่คนไม่ได้เป็นทีมที่เร็วที่สุด หากการเปลี่ยนไม้เสียเวลา ดังนั้นการที่โค้ชยังไม่รีบล็อกตำแหน่ง อาจหมายถึงการเปิดการแข่งขันภายในจนถึงช่วงสุดท้าย เพื่อให้ได้ชุดที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและฟอร์มที่สุดในวันแข่งขันจริง

 

“อยากเป็นที่หนึ่ง ต้องซ้อมเหมือนเป็นที่สอง”

 

หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดจาก โค้ชจี-เจนทรี แบรดลีย์ คือประโยคว่า “ถ้าอยากเป็นที่หนึ่ง ต้องซ้อมเหมือนตัวเองเป็นที่สอง”

 

ความหมายไม่ได้อยู่ที่การมองตัวเองด้อยกว่าคู่แข่ง แต่คือการไม่เข้าใจผิดว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่ได้รับประกันไว้แล้ว ต่อให้ภูริพลมีเวลาต่ำกว่า 10 วินาที หรือทีมผลัดทำ Personal Best ได้ในการเก็บตัว ทุกอย่างต้องเริ่มจากศูนย์เมื่อขึ้นบล็อกสตาร์ต

 

โค้ชจีมองคู่แข่งทุกคนว่าเป็นคนที่สามารถชนะได้ และหน้าที่ของทีมคือเตรียมตัวให้ดีกว่าเดิมทุกวัน วิธีคิดแบบนี้อาจเหมาะที่สุดกับกรีฑา เพราะนาฬิกาไม่สนใจชื่อเสียง อันดับโลก หรือผลงานครั้งก่อน

 

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ไม่ควรวัดแค่จำนวนเหรียญ

 

สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งความหวังในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ไว้ที่อย่างน้อย 1 เหรียญทองจากระยะสั้น โดยภูริพลคือชื่อที่ถูกจับตามองมากที่สุด

 

แต่หากมองให้ไกลกว่านาโกยา สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการดูว่า ลมกรดทีมชาติไทยสามารถยกระดับขึ้นมาเป็น “ระบบ” ได้จริงหรือไม่

 

การส่งนักกีฬาไปเก็บตัวต่างประเทศ การเน้นวิทยาศาสตร์การกีฬา การดูแลนักกีฬาโดยเน้นการ Recovery การเปิดการแข่งขันภายในทีมผลัด และการเรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งก่อน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ

 

เพราะเหรียญทองหนึ่งเหรียญอาจทำให้คนไทยดีใจอยู่หลายวัน แต่หากหลังเอเชียนเกมส์ เราได้เห็นนักวิ่งหลายคนทำ Personal Best ทีมผลัดชายหญิงเข้าใกล้มาตรฐานระดับเอเชีย และภูริพลเดินออกจากสนามโดยไม่มีอาการบาดเจ็บ นั่นอาจมีค่าต่ออนาคตของกรีฑาไทยมากกว่าเหรียญเพียงครั้งเดียว

 

เอเชียนเกมส์ 2026 จึงอาจเป็นการแข่งขันที่ต้องตอบสองคำถามพร้อมกัน คำถามแรกคือ บิว-ภูริพล บุญสอน จะวิ่งเร็วพอคว้าเหรียญทองหรือไม่

 

แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ หลังจากบิวแล้ว กรีฑาไทยกำลังสร้างใครขึ้นมาให้วิ่งเคียงข้างเขาได้บ้าง

 

ภาพ: Zhizhao Wu / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising