Samsung ปรับโครงสร้างไลน์อัปสมาร์ทโฟนจอพับครั้งใหญ่ในปี 2026 ด้วยการขยายพอร์ตโฟลิโอจากเดิมที่มีเพียง 2 รุ่น เพิ่มขึ้นเป็น 3 รุ่น นำโดย Galaxy Z Fold8 รุ่นไซซ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ประเด็นสำคัญ
โดยวางเป้าหมายขยายฐานลูกค้าจอพับด้วยการเจาะกลุ่มผู้ใช้ตามพฤติกรรมการใช้งานที่ต่างกัน แทนการขายสินค้าแบบเดียวให้คนหมู่มากพร้อมกัน บนฐานผู้ใช้จอพับทั่วโลกที่ปัจจุบันแตะระดับ 24 ล้านคน ขณะที่ราคาของทั้งซีรีส์มีตั้งแต่ 42,900 บาท ไปจนถึงรุ่นท็อป 93,900 บาท
จาก 2 สู่ 3 รุ่น เกมขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะพฤติกรรมเฉพาะ
ตลอด 7 ปีที่ Samsung เดินหน้าพัฒนาสมาร์ทโฟนจอพับ ฐานผู้ใช้งานทั่วโลกเติบโตขึ้นจนแตะ 24 ล้านคน และกลายเป็นจุดตั้งต้นให้บริษัทตัดสินใจปรับพอร์ตโฟลิโอครั้งสำคัญในปีนี้
Samsung เรียกทิศทางนี้ว่าการเดินจาก ‘Premium to Mainstream’ หรือการทำให้จอพับซึ่งเดิมเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มระดับบน เข้าถึงผู้ใช้ได้กว้างขึ้น
แต่ด้วยราคาที่ยังเริ่มต้นระดับ 40,000 บาทขึ้นไป ในทางปฏิบัติจึงเป็นการขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะพฤติกรรมการใช้งานเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการปูพรมขายให้คนหมู่มากพร้อมกัน โดยเพิ่มทางเลือกจาก 2 รุ่นเป็น 3 รุ่น เพื่อครอบคลุมความต้องการที่ต่างกันของผู้ใช้แต่ละแบบ แทนการฝากความหวังไว้กับรุ่นเรือธงเพียงไม่กี่รุ่น
หัวใจของการปรับพอร์ตรอบนี้อยู่ที่ Galaxy Z Fold8 ไซซ์ใหม่ ซึ่งเกิดจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้สมาร์ทโฟนจอใหญ่เพื่อรับชมคอนเทนต์ วิดีโอ และโซเชียลมีเดียเป็นหลัก จึงเพิ่มรุ่นที่วางตำแหน่งอยู่ระหว่างรุ่นเรือธงกับรุ่นเล็ก เพื่อดึงกลุ่มที่ยังไม่เคยใช้จอพับให้เข้าสู่ระบบนิเวศได้ง่ายขึ้น โดยตัวเครื่องที่เปิดตัวจริงมาในดีไซน์ที่สอดคล้องกับภาพซึ่งหลุดออกมาก่อนหน้านี้
การที่ Samsung ยังคงใช้ชื่อซีรีส์ Z Fold ต่อไป สะท้อนความเชื่อว่าสมาร์ทโฟนจอใหญ่แบบพับได้จะเป็นหมวดหมู่สินค้าที่อยู่กับผู้บริโภคในระยะยาว ไม่ใช่กระแสชั่วคราว และเป็นตลาดที่ต้องการวางรากฐานเอาไว้ก่อนที่การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น
โครงสร้าง 3 รุ่นยังทำหน้าที่กระจายราคาให้ครอบคลุมกำลังซื้อได้กว้างกว่าเดิม โดยรุ่นกลางอย่าง Galaxy Z Fold8 ถูกวางให้มีราคาต่ำกว่ารุ่น Ultra ราวหนึ่งหมื่นบาทในแต่ละความจุ ทำหน้าที่เป็นประตูบานแรกที่ช่วยดึงคนกลุ่มใหม่ให้เริ่มใช้จอพับได้ง่ายขึ้น ก่อนขยับขึ้นไปสู่รุ่นเรือธงในอนาคต
สามรุ่น สามบุคลิก เจาะผู้ใช้คนละกลุ่ม
ทั้ง 3 รุ่นถูกออกแบบให้มีบุคลิกและกลุ่มเป้าหมายต่างกันโดย Galaxy Z Fold8 Ultra วางตัวเป็นรุ่นเรือธงที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานเต็มรูปแบบ ชื่อต่อท้าย ‘Ultra’ สื่อถึงมาตรฐานสูงสุดด้านสเปกและนวัตกรรม ตัวเครื่องบางที่สุดเท่าที่ Galaxy เคยผลิต โดยวัดได้เพียง 4.1 มิลลิเมตรเมื่อกางออก และหนัก 215 กรัม มาพร้อมหน้าจอหลักขนาด 8 นิ้ว รองรับการเปิดหลายแอปพร้อมกันบนพื้นที่จอที่กว้าง
ความบางระดับนี้มาจากเทคโนโลยีโครงสร้างหน้าจอใหม่ที่ Samsung เรียกว่า Flex Titanium ซึ่งผสานฟิล์มไทเทเนียมเข้ากับแผ่นไทเทเนียม ช่วยให้ตัวเครื่องบางลงโดยไม่เสียความแข็งแรง ทั้งยังดูดซับแรงกดและลดการมองเห็นรอยพับบนหน้าจอเมื่อใช้งานไปนานๆ ประกอบกับหน้าจอที่ให้ความสว่างสูงสุด 3,000 nits และเคลือบสารลดแสงสะท้อน เพื่อให้ใช้งานกลางแจ้งได้ชัดเจนขึ้น
ด้านกล้อง Galaxy Z Fold8 Ultra ใช้เลนส์หลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล เลนส์ Ultra-wide 50 ล้านพิกเซล และรองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 8K ผ่านตัวแปลงสัญญาณ APV ใหม่ พร้อมฟีเจอร์ปรับแต่งสีแบบภาพยนตร์ Cine LUT ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 Mobile Platform for Galaxy แบตเตอรี่ 5,000 mAh และระบบชาร์จเร็ว 45 วัตต์ วางเป้าไปที่กลุ่มครีเอเตอร์และผู้ใช้ที่ต้องการทำงานหนักได้ตลอดวัน
ถัดมาคือ Galaxy Z Fold8 ไซซ์ใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘Discovery and Joy’ ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เน้นความบันเทิงและการเสพคอนเทนต์ จุดขายอยู่ที่น้ำหนักเพียง 201 กรัม ซึ่งเบาที่สุดในตระกูล Z Fold หน้าจอหลักขนาด 7.6 นิ้ว อัตราส่วน 4:3 ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการรับชมภาพยนตร์และการอ่าน ส่วนหน้าจอด้านนอกอัตราส่วน 10:16 ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนการใช้สมาร์ทโฟนทั่วไป จึงลดกำแพงสำหรับคนที่กำลังลังเลจะเปลี่ยนจากเครื่องจอเดียวมาใช้จอพับ
รุ่นนี้มาพร้อมกล้องคู่ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ทั้งเลนส์ wide และ ultra-wide รวมถึงฟีเจอร์ My FanCam ที่ใช้ AI ตรวจจับและติดตามบุคคลในวิดีโอโดยอัตโนมัติ แล้วปรับเฟรมภาพให้อยู่ในสัดส่วนที่พร้อมอัปโหลดลงโซเชียลมีเดียได้ทันที ตอบโจทย์คนทำคอนเทนต์ที่ต้องการความเร็ว ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 เช่นกัน พร้อมแบตเตอรี่ 4,800 mAh
ปิดท้ายด้วย Galaxy Z Flip8 รุ่นเล็กที่เน้นดีไซน์และการสะท้อนตัวตนของผู้ใช้ ตัวเครื่องบางเพียง 6.1 มิลลิเมตร และหนักเพียง 180 กรัม เป็นรุ่นที่บางเบาที่สุดในซีรีส์ มาพร้อมกล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล และหน้าจอด้านนอก FlexWindow ที่ปรับใหม่ให้เข้าถึงฟังก์ชัน AI ได้โดยตรง เจาะกลุ่มผู้ใช้ที่มองสมาร์ทโฟนเป็นทั้งไอเทมแฟชั่นและของใช้ประจำตัว
AI คือสมรภูมิใหม่
นอกจากฮาร์ดแวร์ Samsung ยังวาง Galaxy AI เป็นจุดขายหลักของทั้งซีรีส์ โดยทำงานบนระบบปฏิบัติการ One UI 9 พร้อมฟีเจอร์อย่าง Now Brief ที่สรุปข้อมูลเฉพาะบุคคล และ Now Nudge ที่ช่วยดึงขั้นตอนถัดไปจากบทสนทนาขึ้นมาให้ผู้ใช้จัดการทันที ทั้งหมดออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากหน้าจอขนาดใหญ่ของเครื่องจอพับ
ประเด็นที่น่าจับตาในเชิงธุรกิจคือการที่ Samsung จับมือกับ Google ผ่าน Gemini Intelligence เพื่อเสริมความสามารถด้าน AI ให้ครอบคลุมมากขึ้น สะท้อนว่าสนามแข่งขันของสมาร์ทโฟนเรือธงกำลังเคลื่อนจากการวัดกันที่สเปกฮาร์ดแวร์ ไปสู่การชิงกันที่ประสบการณ์ AI ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายต้องหาพันธมิตรมาเติมเต็ม ซึ่งคู่แข่งอย่าง Apple เองก็เลือกดึง Gemini มาช่วยยกเครื่อง Apple Intelligence ที่ถูกมองว่ายังล้าหลังจากคู่แข่งอยู่ไม่น้อย
ขณะเดียวกัน Samsung ยังออกแบบให้ Galaxy AI ทำงานเชื่อมโยงกับอุปกรณ์อื่นในเครือ ทั้งนาฬิกา Galaxy Watch และแว่นตาอัจฉริยะที่เปิดตัวพร้อมกัน การผูกประสบการณ์ให้ต่อเนื่องข้ามอุปกรณ์เช่นนี้ นอกจากจะเพิ่มมูลค่าให้ผู้ใช้แล้ว ยังเป็นกลไกที่ช่วยให้ลูกค้าอยู่ในระบบนิเวศของแบรนด์ได้นานขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้ผลิตทุกรายในตลาดสมาร์ทโฟนระดับบน
ทีเอ็ม โรห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าฝ่าย Device eXperience ของ Samsung ระบุว่า “การกำหนดมาตรฐานใหม่ให้สมาร์ทโฟนจอพับได้ในวันนี้ คือการขับเคลื่อนประสบการณ์ระดับพรีเมียมไปอีกขั้น พร้อมทั้งพาผู้บริโภคเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความอัจฉริยะอย่างทั่วถึง”
สำหรับตลาดไทย Galaxy Z Series ทั้ง 3 รุ่นเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้จนถึง 13 สิงหาคม 2569 และวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยราคาแต่ละรุ่นแบ่งตามความจุดังนี้
Galaxy Z Fold8 Ultra เริ่มต้นที่ 69,900 บาท สำหรับความจุ 12/256GB, 77,900 บาท สำหรับ 12/512GB และ 93,900 บาท สำหรับ 16/1TB
Galaxy Z Fold8 ไซซ์ใหม่ เริ่มต้นที่ 61,900 บาท สำหรับ 12/256GB, 69,900 บาท สำหรับ 12/512GB และ 85,900 บาท สำหรับ 16/1TB
ส่วน Galaxy Z Flip8 เริ่มต้นที่ 42,900 บาท สำหรับ 12/256GB และ 50,900 บาท สำหรับ 12/512GB
ช่วงราคาที่มีตั้งแต่ระดับสี่หมื่นบาทต้นๆ ไปจนเกือบแตะหนึ่งแสนบาท สะท้อนความพยายามของ Samsung ในการวางสินค้าให้ครอบคลุมผู้ใช้หลายกลุ่มที่มีพฤติกรรมและกำลังซื้อต่างกัน ซึ่งเป็นหัวใจของทิศทางขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะกลุ่มเฉพาะ แทนการหวังยอดขายจากคนหมู่มากพร้อมกัน

