ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กลายเป็นวาระแห่งชาติของไทยตลอดช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางคำถามถึงความคุ้มค่า เมื่อต้องแลกกับการใช้ทรัพยากรต่างๆ ในประเทศไทย รวมทั้งเรื่องราวในอีกหลายแง่มุม ทั้งช่องโหว่ทางกฎหมาย การส่งเสริมการลงทุน หรือภาระที่อาจตกอยู่กับคนไทย
ประเด็นสำคัญ
ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องไฟ-น้ำ-ความคุ้มค่าที่กำลังร้อนแรงในไทย และการที่รัฐเตรียมประกาศเกณฑ์คัดกรองการลงทุน Data Center ครั้งใหญ่ THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์ ไบรอัน ยู ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Google ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หนึ่งใน hyperscaler ผู้พัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ชลบุรี และเป็นหนึ่งในผู้ลงทุน Data Center ในไทยตั้งแต่ 20 ปีก่อน
ข้อมูลจาก Data Center Map เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่าไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์รวม 60 แห่ง มากเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประเมินว่า หากทุกโครงการที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนเดินเครื่องเต็มกำลังพร้อมกัน ความต้องการใช้ไฟจะสูงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศที่ราว 55,000 เมกะวัตต์
ตัวเลขนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของมาตรการชุดใหญ่ ตั้งแต่การให้วางหลักประกันไฟฟ้า 4.5 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ การเพิ่มผู้ใช้ไฟประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะซึ่งกระทรวงพลังงานคาดว่าอัตราจะอยู่ที่ราวหน่วยละ 5-6 บาท ไปจนถึงการที่ BOI ประกาศปรับยุทธศาสตร์จากการเน้น ‘จำนวนโครงการ’ ไปสู่ ‘คุณภาพการลงทุน’ หลังพบว่ากว่า 70% ของโครงการที่ได้รับส่งเสริมกระจุกตัวอยู่ใน EEC
ในอีกด้านหนึ่ง เสียงคัดค้านในระดับชุมชนและโซเชียลมีเดียก็ดังขึ้น ทั้งความกังวลเรื่องการแย่งน้ำดิบกับภาคเกษตรในชลบุรี-ระยองช่วงฤดูแล้ง คำถามว่าไทยได้อะไรกลับมาจริงจากเม็ดเงินลงทุน และล่าสุดกรณีน้ำมันรั่วที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ที่ทำให้คำถามเรื่องการกำกับดูแลถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง
Data Center แค่โกดังในไทย หรือหัวใจเศรษฐกิจยุคดิจิทัล
“มีคำถามในสื่อไทยจำนวนมากว่าดาต้าเซ็นเตอร์คืออะไร บางคนคิดว่ามันคือโกดัง แต่ผมอยากใช้การเปรียบเทียบกับห้องสมุดมากกว่า มันคือห้องสมุดดิจิทัล” ไบรอันกล่าว พร้อมขยายความว่า ห้องสมุดแบบดั้งเดิมคือที่ที่คนเดินเข้าไปพร้อมคำถามในหัว แล้วค้นหาคำตอบเอง แต่ในยุค AI ภาพเปลี่ยนไป
“ตอนนี้เราอยากให้มองว่ามันคือห้องสมุดดิจิทัลที่มีบริการบรรณารักษ์ระดับ VIP บรรณารักษ์เดินมาหาคุณ ถามว่าคำถามของคุณคืออะไร และนอกจากคำถามแรก อาจมีอีกสิบคำถามที่เราช่วยตอบได้ เขารู้ว่าหนังสือแต่ละเล่มอยู่ตรงไหน วิดีโออยู่ตรงไหน แผนที่อยู่ตรงไหน แล้วดึงทั้งหมดมาประกอบเป็นคำตอบในรูปแบบที่คุณต้องการ” ไบรอันกล่าว
บ่อยครั้งคำถามคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานมหาศาล ใช้น้ำมหาศาล แล้วไทยได้อะไร ไบรอันมองว่านั่นเป็นคำถามที่ชอบธรรม แต่มันไม่ใช่จุดโฟกัสเดียว เราต้องขยายมุมมองไปที่ว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคุณภาพสูงมีคุณค่าอย่างไรต่อไทย เราต้องการมันหรือไม่ มันสำคัญต่อการเติบโตของไทยในระยะยาวหรือเปล่า ถ้าใช่ สิ่งที่ต้องทำคือต้องมั่นใจว่ามี guardrails ที่สำคัญกำกับวิธีที่เราใช้ทรัพยากรทั้งน้ำและพลังงาน และรัฐบาลไทยทำงานกับผู้ลงทุนที่มีความรับผิดชอบในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานนั้น
โจทย์ใหญ่รัฐบาลไทย ‘ค่าไฟที่เป็นธรรม’
ประเด็นที่ไบรอันแสดงจุดยืนชัดเจนที่สุดคือโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ที่รัฐกำลังออกแบบสำหรับผู้ใช้ไฟรายใหญ่
ไบรอันกล่าวว่า Google เข้าใจเหตุผลของรัฐบาลไทย และยอมรับว่าระบบพลังงานไทยเผชิญแรงกระแทกต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ แต่สิ่งที่บริษัทสื่อสารกับรัฐบาลคือคำถามว่าจะจัดหมวดผู้ใช้ไฟรายใหญ่อย่างไร
“เราไม่คิดว่าดาต้าเซ็นเตอร์ควรเป็นกลุ่มเดียวที่ถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ เรามองว่ายังมีการใช้ไฟปริมาณมากในอุตสาหกรรมอื่นอีก เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งควรถูกนำมาพิจารณาด้วยในการออกแบบโครงสร้างภาษี เพื่อไม่ให้กลายเป็นการเลือกปฏิบัติกับเซกเตอร์ใดเซกเตอร์หนึ่ง เพราะโดยรวมแล้วมันจะกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย” ไบรอันกล่าว
ราคาพลังงานเป็นตัวแปรที่ซับซ้อน และไม่มีผู้เล่นรายใดรายหนึ่งที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้นได้เพียงลำพัง เพราะมีทั้งปัจจัยระดับโลกและกลไกที่รัฐเป็นผู้ควบคุมเข้ามาเกี่ยวข้อง
“เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งว่าการดำเนินงานของเราต้องไม่เป็นภาระของประชาชนในพื้นที่ Google จ่ายค่าไฟฟ้า 100% ของที่ดาต้าเซ็นเตอร์ของเราใช้ และรับผิดชอบค่าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานใหม่ทั้งหมด เช่น สถานีไฟฟ้าย่อยและระบบสายส่ง ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของเราโดยตรง” ไบรอันกล่าว “เรื่องนี้ควรเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของผู้เล่นทุกรายในอุตสาหกรรม เราทำแบบนี้ทั่วโลกมาหลายปีแล้ว และที่ไทยก็จะไม่ต่างกัน”
ไบรอันอธิบายด้วยการเปรียบเทียบกับทางด่วน ว่าถนนสามเลนที่รถหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จะเกิดความแออัด แต่หากนักลงทุนเอกชนเป็นผู้ลงทุนขยายเป็นห้าเลน ต้นทุนต่อหน่วยของทุกคนจะลดลงในระยะยาว โดยอ้างถึงงานศึกษาในสหรัฐฯ ที่พบว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ Google ช่วยกดต้นทุนลงเมื่อเวลาผ่านไป
อีกกลไกที่ Google รอคือนโยบาย Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนกับผู้ใช้ไฟ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมประกาศนำร่อง 2,000 เมกะวัตต์
อะไรคือหลักเกณฑ์ที่ Hyperscaler อย่าง Google อยากเห็น
ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใด hyperscaler จำนวนมากจึงเลือกไทย ไบรอันระบุปัจจัยหลักคือที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่อยู่เกือบกึ่งกลางของอาเซียน เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า สถานการณ์น้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดี ความต่อเนื่องและเสถียรภาพของนโยบายในระดับหนึ่ง ท่าทีเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยด้านธรณีวิทยาอย่างความเสี่ยงแผ่นดินไหว
เมื่อถามถึงหลักการที่รัฐบาลไทยควรคำนึงถึงในการออกกฎเกณฑ์ ไบรอันมองจุดสำคัญสองข้อ
ข้อแรก คือการหารือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีพลังงานเปลี่ยนเร็วมาก การออกกฎที่ไม่ได้คำนึงถึงพัฒนาการเหล่านี้อาจสร้างข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น ข้อที่สอง คือการพิจารณามาตรฐานสากลที่มีอยู่แล้ว เนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่เผชิญการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ และผู้ลงทุนส่วนใหญ่มีการดำเนินงานระดับโลกที่ต้องสอดคล้องกันทั้งระบบ
ขณะเดียวกันเขาระบุว่ากรอบสี่ด้านที่รัฐบาลไทยกำลังใช้พิจารณา ทั้งการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับแนวทางที่ Google ใช้ทั่วโลก แต่ย้ำว่าความเข้าใจเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมไทยยังอยู่ในช่วงกำลังก่อตัว และการสื่อสารทำความเข้าใจยังเป็นสิ่งจำเป็น
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยคาดหวังได้
ในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไบรอันให้ตัวเลขว่าดาต้าเซ็นเตอร์ Google หนึ่งไซต์สร้างงานก่อสร้างเฉลี่ย 4,200 ตำแหน่งต่อปี โดยเป็นการนับแบบ annual jobs ตามวิธีการของนักเศรษฐศาสตร์ และการก่อสร้างในอุตสาหกรรมนี้ใช้เวลาราว 3-5 ปี
ส่วนการจ้างงานถาวรครอบคลุมตำแหน่งอย่างช่างเทคนิคดาต้าเซ็นเตอร์ วิศวกรติดตั้งเครือข่าย วิศวกรเครื่องกลและไฟฟ้าที่ดูแลระบบพลังงานและระบบทำความเย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมที่ดูแลเรื่องเสียงและมลพิษ ไปจนถึงผู้จัดการด้านชุมชนและการพัฒนาแรงงาน
เมื่อถูกถามถึงสัดส่วนคนไทย ไบรอันระบุว่าไม่สามารถให้ตัวเลขได้เพราะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ยืนยันว่าปัจจุบันพนักงานส่วนใหญ่ที่จ้างแล้วเป็นคนไทย และการจ้างงานในพื้นที่เป็นลำดับความสำคัญของบริษัท
ด้านซัพพลายเชน Google ทำงานกับผู้ประกอบการไทยแล้วมากกว่า 50 ราย ครอบคลุมเทคโนโลยีระบบทำความเย็น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และอุปกรณ์เครือข่าย ซึ่งไบรอันมองว่าเป็นจุดแข็งเฉพาะของไทยที่ไม่ใช่ทุกประเทศมี
“นี่เป็นเรื่องที่ดี เพราะไทยมีความแข็งแกร่งในซัพพลายเชนด้านฮาร์ดแวร์อยู่แล้ว และเมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ขยายตัว มันไม่ใช่แค่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่เทคโนโลยีเปลี่ยนตลอดเวลา ซัพพลายเชนจึงต้องยกระดับทั้งขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและทักษะแรงงานตามไปด้วย” ไบรอันกล่าว
ส่วนตัวเลขการจ้างงานทางอ้อมที่ระบุว่า 1 ตำแหน่งงานตรงจะสร้างงานในชุมชนเพิ่มอีก 9 ตำแหน่ง ไบรอันอธิบายว่ามาจากงานก่อสร้าง สาธารณูปโภค วิศวกรรม บริการวิชาชีพ โลจิสติกส์ ไปจนถึงงานที่เกิดขึ้นในบริษัทคู่ค้าที่ต้องขยายกำลังคนเพื่อรองรับ Google ในฐานะลูกค้ารายใหญ่ ตั้งแต่สำนักงานกฎหมายที่ต้องรับงานสัญญาจำนวนมาก ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรมและการจัดการของเสีย
ขณะที่มูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งรายงาน Deloitte เคยประเมินว่าการลงทุนของ Google จะเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย 4 พันล้านดอลลาร์ ไบรอันยืนยันว่าตัวเลขดังกล่าวหมายถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ Google ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์และส่วนของสายเคเบิลใต้น้ำ และครอบคลุมเฉพาะช่วงถึงปี 2029 เท่านั้น
ขณะที่วงจรชีวิตของดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ที่อย่างน้อย 20 ปีหรือมากกว่านั้น โดยดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกของ Google ในสหรัฐฯ มีอายุเกิน 20 ปีและยังเดินเครื่องอยู่ ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวการจัดซื้อจัดจ้างกับซัพพลายเออร์ไทยจะดำเนินต่อเนื่อง รวมถึงการอัปเกรดและเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่จะกลับไปที่ซัพพลายเชนเดิม
ไบรอันกล่าวทิ้งท้ายว่า “การก้าวไปสู่เศรษฐกิจขั้นสูงและการเป็น AI Hub ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานขั้นแรกที่สร้างความเป็นไปได้ แต่คำถามสำคัญคือตอนนี้เรามีดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว เราจะใช้มันเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนประเทศไทยได้อย่างไร มันต้องมาพร้อมกับการเพิ่มทักษะแรงงาน และทำให้ธุรกิจทุกระดับสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสของ AI ได้อย่างเต็มที่”
ภาพ: เปิดใจ Google

