Apple เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ในงาน Surprise and Shine วันที่ 9 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ จอห์น เทอร์นัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ขึ้นเวทีเปิดตัว iPhone และ Apple Watch รุ่นล่าสุด
ประเด็นสำคัญ
รายงานของ มาร์ก เกอร์แมน จาก Bloomberg ระบุว่างานดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะบริษัทกำลังจะเข้าสู่ช่วงเปิดตัวอุปกรณ์ต่อเนื่องครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยสินค้ารูปแบบใหม่และหมวดสินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนตลอดปี 2026, 2027 และปีถัดๆ ไป
ความเคลื่อนไหวนี้ต่างจากที่ผ่านมา เพราะ Apple ใช้เวลาเกือบ 15 ปีไปกับการขัดเกลาสินค้าที่มีอยู่และเปิดตัวบริการเพื่อสร้างรายได้ประจำ แม้จะบุกหมวดสินค้าใหม่อย่าง Apple Watch และ AirPods อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีสินค้าแนวคิดใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทำไมจังหวะเปลี่ยนซีอีโอถึงมาลงตัวกับงานนี้
Apple ใช้เวลา 5 ปีที่ผ่านมาพัฒนาสินค้าชุดนี้ โดยเทอร์นัสเขียนถึงพนักงานเมื่อวันอังคาร (1 ก.ย.) ว่าเขาตื่นเต้นมากกับทุกอย่างที่เตรียมไว้ และการเปิดตัวครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้าจะออกมายอดเยี่ยม
เขาเสริมว่าตนตื่นเต้นไม่แพ้กันกับสิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้น ทั้งสินค้าที่อยู่ระหว่างพัฒนาและสินค้าที่ยังไม่เคยจินตนาการถึงด้วยซ้ำ
ที่น่าสนใจคือแม้ ทิม คุก จะเป็นซีอีโอในช่วงที่สินค้าเหล่านี้ถูกคิดและพัฒนาขึ้น แต่ผลงานส่วนใหญ่มาจากทีมของเทอร์นัสภายในบริษัท การที่คุกตัดสินใจให้เทอร์นัสเป็นคนเปิดตัวจึงเป็นการส่งสัญญาณถึงยุคถัดไปของ Apple
ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งซีอีโอจึงถูกกำหนดไว้ที่วันที่ 1 กันยายน ซึ่งทำให้เทอร์นัสเข้ารับตำแหน่งก่อนงานเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน และได้นำเสนอผลงานที่ตัวเองดูแลมาด้วยตัวเอง
iPhone จอพับ ตัวชูโรงที่ราคาอาจทะลุ 65,800 บาท
สินค้าที่เป็นหัวใจของการเปิดตัวปีนี้คือสมาร์ทโฟนจอพับได้ ซึ่งคนจำนวนมากภายใน Apple เรียกกันว่า iPhone Ultra
ตัวเครื่องจะมีจอด้านในขนาดใหญ่และจอด้านนอกขนาดเล็ก โดยเมื่อพับแล้วจะมีขนาดใกล้เคียงกับหนังสือเดินทาง
สำหรับสเปกหลักที่คาดว่าจะมาคือชิป A20 Pro, โมเด็ม C2 ที่พัฒนาขึ้นเอง, ตัวเลือกสีโทนเข้มและโทนสว่าง, กล้องปกติและกล้องอัลตราไวด์โดยไม่มีเลนส์เทเลโฟโต, รองรับ Touch ID, การทำงานหลายหน้าจอพร้อมกันแบบแบ่งครึ่ง, บานพับที่ล้ำกว่าเดิม และรอยพับที่มองเห็นได้น้อยกว่าอุปกรณ์จอพับรุ่นก่อนหน้ามาก
ในแง่ราคานั้น คาดว่าจะสูงเกิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 65,800 บาท
ปัญหาการผลิตที่อาจทำให้ของขาดตั้งแต่วันแรก
อย่างไรก็ตาม รายงานของ Nikkei Asia ชี้ว่าการผลิต iPhone จอพับในช่วงเริ่มต้นทำได้เพียงหลักไม่กี่ร้อยเครื่องต่อวันเท่านั้น โดยสาเหตุหลักมาจากมาตรฐานการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดอย่างมากของบริษัท
ผู้บริหารในห่วงโซ่อุปทานที่รับรู้เรื่องนี้อธิบายว่า Apple มีข้อกำหนดด้านคุณภาพที่สูงมาก และยังเพิ่มรอบทดลองผลิตอีกครั้งในเดือนสิงหาคมก่อนเข้าสู่การผลิตจริง ทำให้กำลังการผลิตไต่ขึ้นอย่างช้าๆ
ความน่ากังวลอยู่ที่ช่องว่างระหว่างกำลังผลิตจริงกับเป้าหมาย โดย Nikkei Asia เคยรายงานว่า Apple ตั้งเป้าผลิต iPhone จอพับให้ได้ 8-10 ล้านเครื่องในปีนี้ ขณะที่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมระบุว่าโดยปกติต้องผลิตให้ได้หลายหมื่นเครื่องต่อวันจึงจะถึงเป้าดังกล่าว
ต้นตอของความล่าช้ามาจากมาตรฐานที่สูงกว่าผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายอื่น ทั้งการทดสอบภายใต้สภาวะที่รุนแรงกว่า, การกำหนดจำนวนรอบการพับที่มากกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ และการเรียกร้องความเรียบของหน้าจอที่มากกว่า
แหล่งข่าวอีกรายระบุว่าความเรียบของพื้นผิวและประสิทธิภาพของบานพับ คือรายละเอียดที่ Apple ขอให้ผลิตออกมาได้ดีขึ้น ขณะที่แหล่งข่าว 2 รายให้ข้อมูลว่าบริษัทเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบอีกรอบในเดือนสิงหาคม เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตจำนวนมากได้ตามแบบที่ออกไว้ ซึ่งทำให้การผลิตเชิงพาณิชย์เลื่อนออกไปหลายสัปดาห์
ผลที่ตามมาซึ่งแหล่งข่าวกังวลคือหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น อาจทำให้สินค้ามีจำนวนจำกัดในช่องทางจำหน่ายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มขาย
สินค้าอื่นที่จะตามมาในงานและปีถัดไป
นอกจากรุ่นจอพับแล้ว iPhone 18 Pro และ Pro Max จะมีหน้าตาแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อน ยกเว้นตัวเลือกสีใหม่อย่างสีฟ้าอ่อนและสีแดงเข้ม โดยของใหม่จะอยู่ภายในเครื่องเป็นหลัก ทั้งชิป A20 Pro, โมเด็ม C2, แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น และระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber ที่ดีขึ้นเพื่อป้องกันเครื่องร้อนเกินไป
กล้องก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โดยจะมีช่องรับแสงแบบปรับได้เชิงกลเพื่อควบคุมปริมาณแสงและระยะชัดลึกได้แม่นยำขึ้น อย่างน้อยในรุ่น Pro Max
ด้าน Apple Watch Series 12 และ Ultra 4 จะมาพร้อมสีใหม่และตัวเรือนเซรามิกในรุ่น Series 12 พร้อมฟีเจอร์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายใหม่ ขณะที่ชิ้นส่วนภายในที่อัปเกรดจะช่วยรองรับ Siri เวอร์ชันที่ผสาน AI
ฟีเจอร์หนึ่งที่กำลังทดสอบคือเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจต่อเนื่องที่ทำงานได้ทั้งวัน ไม่ว่าผู้ใช้จะออกกำลังกายอยู่หรือไม่
ส่วน AirPods 5 จะเป็นการปรับโฉมรุ่นเริ่มต้น โดยมีทั้งรุ่นปกติและรุ่นตัดเสียงรบกวน ซึ่งยังไม่ใช่รุ่นที่มีกล้องในตัวสำหรับงาน AI ที่ถูกเลื่อนไปปีหน้า
ขณะที่ Apple TV และ HomePod mini จะมีหน้าตาคล้ายเดิม แต่ได้ชิปที่เร็วขึ้นเพื่อรองรับ Siri เวอร์ชัน AI เป็นครั้งแรก โดยฝั่ง Apple TV จะมีการปรับรีโมตด้วย ส่วน HomePod รุ่นเต็มขนาดที่รองรับ Siri เวอร์ชัน AI นั้นกำลังทดสอบอยู่ แต่ยังไม่น่าจะออกมาในเร็ววันนี้
สำหรับฝั่งแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ iPad mini จะได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสินค้ารุ่นนี้ ด้วยการใส่จอ OLED เป็นครั้งแรก ซึ่งให้สีสดกว่า คอนทราสต์คมกว่า และให้สีดำที่ดำจริงเพราะไม่ต้องใช้ไฟส่องหลังจอ
ขณะที่ iMac จะได้ชิป M6 และอาจมีสีตัวเครื่องใหม่ ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งแรกในรอบ 2 ปี ส่วน MacBook Pro ขนาด 14 นิ้วจะหน้าตาเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนจากชิป M5 รุ่นพื้นฐานเป็น M6 รุ่นเริ่มต้น
สินค้าที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดคือ MacBook จอสัมผัสรุ่นแรก หลัง Apple ตัดสินใจราวปี 2022 ว่าจะเข้าสู่ตลาดโน้ตบุ๊กจอสัมผัส
รุ่นดังกล่าวจะเป็นการปรับโฉม MacBook Pro ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี ด้วยจอมัลติทัช, เทคโนโลยี OLED และ Dynamic Island แบบที่มีใน iPhone พร้อมอินเทอร์เฟซซอฟต์แวร์ที่ปรับให้เหมาะกับการใช้นิ้วสัมผัสมากขึ้น โดยจะมีทั้งขนาด 14 และ 16 นิ้ว ใช้ชิป M5 Pro และ M5 Max ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม
อีกหมวดสินค้าใหม่ที่วางแผนไว้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าคือศูนย์ควบคุมบ้านอัจฉริยะที่มีหน้าจอ ซึ่งจะเป็นจอทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดราว 7 นิ้ว
จุดขายของอุปกรณ์นี้คือ Siri เวอร์ชัน AI และความสามารถในการจดจำใบหน้า ซึ่งจะแสดงเนื้อหาที่ปรับให้เหมาะกับคนที่กำลังมองอุปกรณ์อยู่ โดยจะมีทั้งรุ่นที่วางบนโต๊ะข้างเตียงและรุ่นที่ติดผนัง สามารถรันวิดเจ็ต, หน้าปัดนาฬิกา และแอปพลิเคชันต่างๆ รวมถึงใช้ FaceTime และควบคุมอุปกรณ์ในบ้านได้
สินค้าตัวนี้จะถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของ Apple ในตลาดบ้านอัจฉริยะเท่าที่เคยมีมา
ทั้งนี้ แผนและกำหนดการของบริษัทยังมีความยืดหยุ่นในหลายกรณี ซึ่งอุปกรณ์บางตัวอาจถูกเลื่อนออกไปหรือถูกยกเลิกไปเลยก็ได้ ขณะที่โฆษกของ Apple ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว เช่นเดียวกับที่ไม่ตอบคำขอความเห็นเรื่องกำลังการผลิต
อ้างอิง:


