ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Slow Travel ได้รับความสนใจมากขึ้น นักเดินทางจำนวนไม่น้อยเริ่มเมินหน้าหนีตารางการเที่ยวแบบวิ่งเก็บแลนด์มาร์ก แล้วหันมาใช้เวลาอยู่กับสถานที่แห่งหนึ่งให้มากกว่าเดิม เดินเล่นในย่านเดิมๆ ซ้ำๆ ใช้เวลาหลายชั่วโมงในพิพิธภัณฑ์เพียงแห่งเดียว หรือเหนื่อยก็แวะนั่งร้านกาแฟแบบไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดอะไร พวกเขาเปลี่ยนจากการถ่ายรูปและบันทึกวิดีโอเพื่อการลงโซเชียลมาเป็นการเปิดสมุดเล่มเล็ก หยิบปากกาขึ้นมาเขียน แปะตั๋วรถไฟ ใบเสร็จร้านกาแฟ หรือสเกตช์ภาพวิวตรงหน้าอย่างตั้งใจ
ประเด็นสำคัญ
ภาพเหล่านี้พบเห็นได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นเทรนด์และไวรัลที่นักเดินทางรุ่นใหม่เริ่มทำตาม อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนยุคดิจิทัลยอมพกสมุดเล่มหนาและหยิบปากกาขึ้นมาเขียนท่ามกลางการเดินทาง? คำถามนี้สามารถอธิบายได้ผ่านมุมมองทางจิตวิทยาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์

Travel Journal ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวัฒนธรรมของนักเดินทางมาหลายร้อยปี
แม้หลายคนจะมองว่า Travel Journal เป็นเทรนด์ใหม่บนโซเชียลมีเดีย แต่แท้จริงแล้ว การจดบันทึกระหว่างเดินทางเป็นธรรมเนียมที่มีมายาวนาน ในยุคที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนหรือแม้แต่กล้องถ่ายรูป นักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และนักเขียนต่างพกสมุดบันทึกติดตัวเพื่อจดสิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง ทั้งภูมิประเทศ ผู้คน วัฒนธรรม และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
ยกตัวอย่างเช่น Charles Darwin นักธรรมชาติวิทยา นักชีววิทยาชาวอังกฤษ ผู้พลิกโฉมวงการวิทยาศาสตร์ด้วยการเสนอ ‘ทฤษฎีวิวัฒนาการ’ (Theory of Evolution) และหลักการ ‘การคัดเลือกโดยธรรมชาติ’ (Natural Selection) เขาใช้สมุดจดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่ค้นพบระหว่างการเดินทางรอบโลกบนเรือ HMS Beagle นานเกือบห้าปี และบันทึกเหล่านั้นก็กลายเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการในเวลาต่อมา ขณะที่ในญี่ปุ่น Matsuo Bashō ได้บันทึกเรื่องราวระหว่างการเดินทางไว้ใน Oku no Hosomichi วรรณกรรมการเดินทางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนคลาสสิกของโลก ถ่ายทอดทั้งทิวทัศน์ บทกวี และความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
ไม่ต่างกัน ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17-19 การเดินทางแบบ Grand Tour ก็ทำให้สมุดบันทึกและสมุดสเก็ตช์กลายเป็นของคู่กายนักเดินทาง เพราะผู้คนไม่ได้กลับมาพร้อมของฝากเพียงอย่างเดียว แต่กลับมาพร้อมเรื่องราวที่บันทึกด้วยลายมือของตัวเองแทบทั้งนั้น

เทรนด์ที่ไม่ได้ย้อนอดีต แต่กำลังมองหาความสมดุล
หลายร้อยปีผ่านไป วิธีการเดินทางเปลี่ยน แต่ความต้องการของมนุษย์กลับไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการเก็บรักษาความทรงจำในรูปแบบที่มีความหมาย การกลับมาของ Travel Journal จึงไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธเทคโนโลยี หากเป็นผลจากวิธีการเดินทางที่กำลังเปลี่ยนไป
คนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสที่เรียบลื่น (Glass Screens) แต่ความสะดวกนั้นกลับทำให้เกิดภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัล (Digital Fatigue) การเปิดสมุดบันทึก สัมผัสพื้นผิวของกระดาษ และการเขียนด้วยน้ำหมึก จึงกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการ ‘บำบัด’ และการพักสายตาจากหน้าจอ
มีการศึกษาที่น่าสนใจจาก University of Tokyo (2021) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Behavioral Neuroscience พบว่า การเขียนด้วยปากกาลงบนกระดาษจริงๆ ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการประมวลผลเชิงพื้นที่ (Spatial Memory) ได้มากกว่าการพิมพ์บนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต นอกจากนี้ กระดาษยังมีสารผัสเฉพาะ (Tactile Properties) ที่ช่วยให้สมองจดจำช่วงเวลาที่บันทึกได้ดีขึ้น การเขียนจดหมายเหตุการเดินทางจึงไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูล แต่คือการบันทึก ‘ประสบการณ์’ ผ่านประสาทสัมผัส

เที่ยวแบบเนิบช้าเพื่อซึมซับ
การท่องเที่ยวในปัจจุบันมักถูกเร่งรีบด้วยการ ‘เช็กอิน’ เพื่อถ่ายรูปให้ครบตามรีวิว แต่การทำ Travel Journal บังคับให้ผู้เดินทางต้อง ‘หยุด’ และ ‘ใช้เวลา’ นั่งลงที่มุมใดมุมหนึ่งของคาเฟ่หรือสถานีรถไฟ เพื่อทบทวนว่าวันนี้ได้เจออะไรมาบ้าง
ดร. เจมส์ เพนเนเบเกอร์ (Dr. James Pennebaker) นักจิตวิทยาจาก University of Texas at Austin ผู้บุกเบิกการวิจัยด้าน Expressive Writing หรือการเขียนเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก ระบุว่า การเขียนบันทึกด้วยมือช่วยให้มนุษย์สามารถจัดระเบียบความคิดและอารมณ์ได้ดีขึ้น เมื่อนำมาประยุกต์กับการเดินทาง การนั่งเขียนบันทึกจึงเป็นกระบวนการทำสมาธิ (Mindfulness) ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนจากการเป็นเพียง ‘ผู้บริโภคการท่องเที่ยว’ มาเป็น ‘ผู้ซึมซับประสบการณ์’ อย่างแท้จริง
การเที่ยวแบบเนิบช้ายังทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจรายละเอียดและเรื่องราวระหว่างทางมากขึ้น ในญี่ปุ่นวัฒนธรรมการสะสม Eki Stamp หรือตราประทับประจำสถานีรถไฟ ก็สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างน่าสนใจ นักเดินทางจำนวนมากพกสมุดเล่มเล็กติดตัวเพื่อสะสมตราประทับจากสถานี ศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ขณะที่บางคนเลือกแปะโปสต์การ์ด แผนที่ ตั๋วรถไฟ หรือใบเสร็จลงในสมุด เพื่อให้แต่ละหน้ากลายเป็นภาพแทนของวันนั้น มากกว่าจะเป็นเพียงข้อความ
โซเชียลมีเดียเองก็มีส่วนผลักดันให้วัฒนธรรมนี้กลับมาได้รับความนิยม คอนเทนต์เกี่ยวกับ Travel Journal, Scrapbook และ Junk Journal ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การจดบันทึกไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมส่วนตัว แต่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเดินทางรุ่นใหม่หลายคนหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง
ในยุค AI ความไม่สมบูรณ์แบบกลับมีคุณค่ามากขึ้น
ทุกวันนี้ เราสามารถใช้ AI ช่วยเขียนแคปชัน แต่งภาพ หรือสรุปเรื่องราวการเดินทางได้ภายในไม่กี่วินาที แต่สิ่งที่เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างขึ้นแทนไม่ได้ คือร่องรอยของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ลายมือที่สั่นเพราะเขียนบนรถไฟ รอยหมึกที่เปื้อนจากฝน หรือประโยคที่ขีดฆ่าแล้วเขียนใหม่ ล้วนเป็นหลักฐานของช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้เองที่ทำให้สมุดบันทึกแต่ละเล่มมีเพียงชิ้นเดียวในโลก และกลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำ
ท้ายที่สุดแล้ว Travel Journal อาจไม่ใช่เพียงเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม แต่สะท้อนว่า วิธีการเดินทางของผู้คนกำลังเปลี่ยนไป จากการรีบเก็บทุกสถานที่ มาเป็นการใช้เวลากับประสบการณ์ตรงหน้าให้มากขึ้น บางทีคุณค่าของ Travel Journal จึงไม่ใช่การบันทึกว่าเราเดินทางไปที่ไหน แต่คือการบันทึกว่า การเดินทางครั้งนั้นทำให้เรารู้สึกอย่างไร และนั่นอาจเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดของการเดินทางทุกครั้ง

