×

UOB Privilege Banking เปิด 5 ธีม กำหนดทิศทางตลาดครึ่งหลัง ปี 2026

24.08.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกหัวข้อ UOB เปิด 5 ธีม กำหนดทิศทางตลาดครึ่งหลังปี 2026

UOB Privilege Banking จัดงาน ‘Building Resilience in a Changing Landscape’ ถอดรหัสโลกการลงทุนครึ่งหลังปี 2026 เมื่อเงินลงทุน AI ของบริษัทเทคเพียง 5 ราย ใหญ่กว่า GDP ไทย 1.4 เท่า และการบริหารความมั่งคั่งไม่ใช่แค่เรื่องผลตอบแทนอีกต่อไป

 

 
 

ยุทธชัย เตยะราชกุล Managing Director, Country Head of Retail Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย บอกว่าคำถามสำคัญของวันนี้ไม่ใช่เพียง “เราจะลงทุนอะไรเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี” แต่คือ “เราจะบริหารความมั่งคั่งอย่างไรให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และยังตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตในระยะยาว” พร้อมนิยามสิ่งนี้ว่าเป็น The New Era of Wealth Management ยุคที่การบริหารความมั่งคั่งต้องมองไกลกว่าเรื่องการลงทุนเพียงอย่างเดียว

 

แนวคิดหลักที่ธนาคารนำเสนอคือการบริหารแบบองค์รวม (Holistic Approach) บนสามเสา ได้แก่ Grow การมองหาโอกาสและสร้างการเติบโต Protect การปกป้องสิ่งที่สร้างมาให้พร้อมรับความไม่แน่นอน และ Liquidity การมีสภาพคล่องที่เหมาะสมเพื่อความยืดหยุ่นทั้งในวันที่เกิดโอกาสและในวันที่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด

 

5 ธีมที่จะกำหนดทิศทางตลาดครึ่งหลังปี 2026

 

Dr. Neo Teng Hwee Chief Investment Officer และ Head of Investment Products and Solutions, UOB Private Bank กล่าวว่าแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จะถูกกำหนดด้วย 5 ธีมหลัก

 

ธีมที่ 1: เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งผิดคาด เพราะ AI

 

Dr. Neo ตั้งคำถามว่า ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงยังทนทานได้ ทั้งที่ต้องเผชิญสงครามการค้า สงครามอิหร่าน และอัตราดอกเบี้ยที่ยังสูง โดยไตรมาสแรกปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวราว 2.5% และไตรมาส 2 ชะลอลงมาที่ประมาณ 1.5% ตามตัวเลขประมาณการเบื้องต้น

 

คำตอบหลักคือการลงทุนด้าน AI โดยเขาอ้างอิงงานศึกษาของ Harvard University ที่ระบุว่า หากตัดผลของการลงทุนใน AI ออกไป เศรษฐกิจสหรัฐฯ แทบจะเติบโตใกล้ 0% ขณะที่ข้อมูลของ UOB Private Bank ชี้ว่าหมวด IT และซอฟต์แวร์คิดเป็นราว 60% ของการเติบโตของการลงทุนคงที่ในไตรมาสแรก

 

ตัวเลขที่สะท้อนขนาดของกระแสนี้ชัดที่สุดคือ เงินลงทุนของบริษัทเทคขนาดใหญ่เพียง 5 ราย ได้แก่ Microsoft, Alphabet, Meta, Oracle และ Amazon ซึ่งในปี 2026 อยู่ที่ราว 7.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 89% จากปีก่อน ตัวเลขนี้เทียบเท่ากับขนาดเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และคิดเป็นราว 1.4 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทย

 

อีกเสาค้ำหนึ่งคือผู้บริโภคกลุ่มมั่งคั่ง โดยข้อมูลของ Fed ระบุว่านับตั้งแต่เริ่มโควิดในปี 2020 จนถึงสิ้นปีที่แล้ว ความมั่งคั่งของครัวเรือนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 60 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่กลุ่ม Top 20% คิดเป็นราว 40% ของการบริโภคทั้งหมด นี่คือภาพการฟื้นตัวรูปตัว K ที่กลุ่มรายได้สูงยังใช้จ่ายทำสถิติสูงสุด สวนทางกับครัวเรือนรายได้น้อยที่กำลังรัดเข็มขัด

 

ธีมที่ 2: ราคาน้ำมันจะกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย

 

Dr. Neo ไม่เห็นด้วยกับการคาดการณ์ที่ว่าน้ำมันแพงจะทำให้สหรัฐฯ เข้าสู่ Hard Landing โดยชี้ไปที่ตัวชี้วัด Oil Intensity หรือปริมาณน้ำมันที่ต้องใช้เพื่อสร้าง GDP หนึ่งล้านดอลลาร์ ซึ่งในช่วงวิกฤตน้ำมันทศวรรษ 1970 อยู่ที่ราว 100 บาร์เรล แต่ปัจจุบันเหลือเพียงราว 20 บาร์เรล

 

เมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว ระดับราคาที่เคยเป็นเกณฑ์บ่งชี้ภาวะถดถอยของสหรัฐฯ ที่ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะเทียบเท่ากับราว 250 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันนี้ ดังนั้นที่ระดับราคาราว 92 ดอลลาร์ในปัจจุบัน เขาจึงไม่คิดว่าจะกระทบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

 

ธีมที่ 3: Fed ยุค Kevin Warsh ผันผวนขึ้น แต่ไม่ Hawkish

 

Dr. Neo ชี้ว่า Fed ไม่สามารถทำตามพันธกิจของตัวเองมา 5 ปีแล้ว เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ติดต่อกัน 5 ปี ขณะที่ Kevin Warsh ประธาน Fed คนที่ 16 ซึ่งเริ่มวาระเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 พูดถึงเงินเฟ้อในโทนที่แข็งกร้าว จนตลาดตั้งคำถามว่าเขาจะกลายเป็น Paul Volcker คนใหม่หรือไม่

 

สิ่งที่ Dr. Neo มองว่าเป็นความเสี่ยงจริงไม่ใช่การขึ้นดอกเบี้ย แต่คือ ความผันผวน เพราะ Warsh ไม่เชื่อในการให้ Forward Guidance มากเกินไป ความโปร่งใสที่ลดลงจะทำให้ตลาดอัตราดอกเบี้ยผันผวนขึ้น ขณะเดียวกันเขายังไม่ชอบการที่ Fed ถือครองงบดุลขนาดใหญ่ ซึ่งหากลดขนาดลงจะกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว

 

“เราคิดว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ราวๆ ระดับปัจจุบัน คือประมาณ 3.5% ถึง 3.75%” Dr. Neo กล่าว โดยประมาณการของ UOB Private Bank ระบุว่า Fed จะคงดอกเบี้ยที่ 3.75% ตลอดปี 2026 และปรับลดครั้งแรกในไตรมาส 2 ปี 2027

 

ธีมที่ 4: AI Super Cycle และรอยต่อทางบัญชีที่ต้องจับตา

 

กำไรของกลุ่ม Magnificent Seven ในปี 2026 เติบโตราว 34.9% เทียบกับหุ้นอีก 493 ตัวใน S&P 500 ที่โต 17.9% ซึ่ง Dr. Neo ย้ำว่านี่ไม่ใช่การเก็งกำไรล้วนๆ แต่มีกำไรจริงรองรับ

 

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ความไม่สอดคล้องทางบัญชีในทุกวัฏจักรการลงทุน เขาอธิบายว่าเมื่อ Nvidia ขายชิปให้ Google รายได้จะถูกรับรู้ทันที แต่ Google ที่นำชิปไปสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จะทยอยตัดค่าเสื่อมราคาไปตลอด 5-6 ปี ทำให้ในระยะสั้นกำไรที่รายงานดูสูงกว่าเศรษฐศาสตร์เงินสดจริง

 

ตัวเลขจาก UOB Private Bank ระบุว่า ในปี 2026 ช่องว่างก่อนภาษีระหว่างเงินลงทุน (7.6-8.0 แสนล้านดอลลาร์) กับค่าเสื่อมราคาที่รับรู้แล้ว (2.11 แสนล้านดอลลาร์) อยู่ที่ 5.49 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเลื่อนออกไป ไม่ใช่หายไป และประเมินว่าจะกลายเป็นแรงฉุดต่อการเติบโตของกำไรกลุ่มไฮเปอร์สเกลราว 8% – 12% ในช่วงปี 2027-2029 ที่ค่าเสื่อมราคาไล่ตามมา

 

ธีมที่ 5: หมอกก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

 

Dr. Neo ระบุว่าตลาดมักซื้อขายในโทนที่อ่อนแรงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่มักฟื้นตัวหลังจากนั้น

 

ข้อมูลของ UOB Private Bank ชี้ว่าความน่าจะเป็นที่พรรครีพับลิกันจะรักษาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรลดลงเหลือ 33% ณ เดือนพฤษภาคม ขณะที่คะแนนนิยมอยู่ที่ 39% ลดลง 9 จุดเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ โดยสาเหตุหลักคือปัญหาค่าครองชีพ ราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกอยู่ที่ 4.60 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สูงกว่าจุดสูงสุดปี 2022 ในเชิงตัวเงิน ขณะที่ภาระผ่อนบ้านคิดเป็น 22% ของรายได้ เทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 15%

 

Dr. Neo ชี้ว่าตลาดหุ้นมักชอบรัฐบาลที่อำนาจถูกแบ่ง เพราะช่วยป้องกันไม่ให้นโยบายสุดโต่งเกินไป โดยสถิติปี 1953-2024 พบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของ S&P 500 สูงที่สุดในกรณีที่ประธานาธิบดีมาจากรีพับลิกันและสภาผู้แทนฯ อยู่ในมือเดโมแครต

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน UOB Private Bank แนะนำน้ำหนักเกินในหุ้นสหรัฐฯ และหุ้น EM ซึ่งได้ประโยชน์จากซัพพลายเชน AI โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน รวมถึงกลุ่มประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรและแร่ธาตุสำคัญในลาตินอเมริกา ส่วนยุโรปให้เน้นเชิงธีม ทั้งกลุ่มกลาโหม ธนาคาร และหุ้นปันผลสูง ซึ่งข้อมูลย้อนหลัง 2 ปีชี้ว่ากลุ่มธนาคารยุโรปให้ผลตอบแทนสูงสุด ตามด้วยกลุ่มกลาโหม ขณะที่สินค้าหรูแทบไม่เคลื่อนไหว

 

เขายังเสนอนิยามใหม่ของ ESG ว่าคือ Energy, Security และ Geopolitics ซึ่งครอบคลุมกลุ่ม US Industrial Renaissance ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในรอบ 5 ปี ตามด้วยยูเรเนียมและพลังงานนิวเคลียร์ “AI คือเรื่องของพลังงาน ถ้าคุณขาดแคลนพลังงาน คุณจะไม่ได้ประโยชน์มากนักในโลกของ AI”

 

3 Megatrends ที่นักธุรกิจและนักลงทุนต้องจับตา

 

ในช่วง Fireside Chat ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน สนทนากับ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THE STANDARD โดยโฟกัสไปที่ 3 Megatrends ที่กำลังส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุน

 

  • AI ไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือแรงงาน

 

วันนี้ AI ไม่ใช่ Tool มันไม่ใช่แค่แชทบอท AI คือ Labor AI คือแรงงานดิจิทัล เพราะว่ามันเป็น Agentic” พร้อมชี้ว่าในต่างประเทศ บริษัทที่สามารถลดจำนวนพนักงานได้ ราคาหุ้นกลับปรับขึ้น เพราะตลาดมองว่าเป็นการเพิ่ม Productivity

 

  • ภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ซัพพลายเชนไม่เหมือนเดิม

 

นครินทร์ชี้ว่าซัพพลายเชนโลกกำลังแบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจน สหรัฐฯ กีดกันไม่ให้ชิปประสิทธิภาพสูงสุดไปถึงจีน เพราะกลัวว่าจีนจะเพิ่ม Productivity ขึ้นมาแข่งขันได้ ทำให้ AI กลายเป็นอาวุธทั้งในระดับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์

 

  • Longevity ไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็น Layer ใหม่ของทุกธุรกิจ

 

นครินทร์นิยามเทรนด์ที่สามว่าไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็น Layer ที่ทุกธุรกิจกำลังใส่เข้าไป โดยแก่นของเรื่องคือการเปลี่ยนจาก Sick Care ไปสู่ Health Care และจาก Curative ไปสู่ Preventive

 

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories