ในโลกทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินและ productivity ทุกการลงทุนต้องให้ผลตอบแทน ที่วัดผลด้วยตัวเลขรายได้และกำไรบนกระดาษ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep tech) ที่แม้จะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก แต่ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาล เทคโนโลยีส่วนมากจึงถูกสร้างเพื่อแก้ปัญหาให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมใหญ่ มากกว่าที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม
ประเด็นสำคัญ
แต่ไม่ใช่สำหรับ Isabel Pulido ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป ‘NanoFreeze’ เธอยึดมั่นในแนวคิดที่ว่า ‘Deep Tech’ ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีราคาแพงที่เข้าถึงได้เฉพาะบางกลุ่ม แต่สามารถตอบโจทย์ได้ตั้งแต่บริษัทข้ามชาติไปจนถึงเกษตรกรในชนบท
โดย NanoFreeze เป็นสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) ผู้ผลิตแผงทำความเย็นและบรรจุภัณฑ์ควบคุมอุณหภูมิที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในราคาเข้าถึงได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากอุตสาหกรรม Cold Chain ด้วยการลดขยะอาหาร (Food Waste) และลดการสูญเสียผลิตภาพของสินค้าระหว่างการขนส่ง
ด้วยแนวคิดนี้ทำให้ Isabel Pulido ถูกคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัล Science & Technology Pioneer Award จากโครงการ Cartier Women’s Initiative ประจำปี 2026
Cartier Women’s Initiative คือโครงการที่ผลักดันผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสร้างนวัตกรรมเชิงบวกเปลี่ยนแปลงสังคม ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน เครือข่ายทางสังคม และทรัพยากรบุคคลตลอด 20 ปี โดยปัจจุบัน โครงการได้สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงมาแล้วกว่า 330 ราย จาก 67 ประเทศทั่วโลก มอบเงินทุนสนับสนุนไปแล้วทั้งสิ้น 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลกที่มีสมาชิกคอมมูนิตี้กว่า 520 ราย ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศ
NanoFreeze ช่วยแก้ปัญหา Food Waste และ Climate Change ได้อย่างไร
Isabel เล่าว่า ปัจจุบันระบบทำความเย็นแบบดั้งเดิมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 2.95 พันล้านตันต่อปี ในขณะเดียวกันเมื่อระบบห่วงโซ่ความเย็นเกิดขัดข้อง เนื่องจากขาดแคลนไฟฟ้าหรือภัยพิบัติ ทำให้เกิดขยะจากอาหาร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
“จุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันก่อตั้ง NanoFreeze เกิดขึ้นตอนสำรวจพื้นที่ในชนบทของโคลอมเบีย ฉันเห็นเกษตรกรต้องสูญเสียผลผลิตมากถึง 30-50% เพราะแค่ขาดระบบขนส่งที่เก็บความเย็นได้”
หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มศึกษาและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ โดยใช้โปรตีนสร้างน้ำแข็งตามธรรมชาติ เพื่อคงอุณหภูมิความเย็น ซึ่งสามารถย่อยสลายได้เองและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็น NanoFreeze ที่ช่วยลดการใช้พลังงานในระบบทำความเย็นได้สูงสุดถึง 50%
ทำไม NanoFreeze ถึงตอบโจทย์เกษตรกรรายย่อยและธุรกิจขนาดใหญ่
Isabel กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ NanoFreeze คือทำให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงได้ สำหรับทุกคน สำหรับเกษตรกร ความท้าทายหลักคือ พวกเขามักมองว่าการลงทุนในเทคโนโลยีความเย็นทำให้ต้นทุนเพิ่ม แต่ความจริงแล้วการปล่อยให้ผลผลิตเน่าเสียกลางทางจะทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้มหาศาล
เพราะเมื่อผลผลิตคุณภาพไม่ดี ก็โดนพ่อค้าคนกลางกดราคา แต่ระบบทำความเย็นของ NanoFreeze ช่วยควบคุมอุณหภูมิและป้องกันการเติบโตของเชื้อรา หรือจุลินทรีย์ระหว่างการขนส่ง ด้วยต้นทุนเพียง 0.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อกล่อง เมื่อผลผลิตมีคุณภาพดีและไม่เน่าเสีย เกษตรกรก็จะตั้งราคาขายได้สูงขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ แผ่นทำความเย็น (Panels) สามารถนำไปติดตั้งเสริมในตู้แช่เย็นหรือตู้เย็นเดิมที่มีอยู่แล้วได้เลย โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งระบบทำความเย็นใหม่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านค่าไฟ เพิ่มกำไรจากการขาย อีกทั้งยังช่วยลด carbon footprint ทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ในช่วงที่ผ่านมาจึงมีบริษัทยา และบริษัทเครื่องดื่ม ขนาดใหญ่เริ่มปรับใช้แผ่นทำความเย็นของ NanoFreeze
ปัจจุบันระบบทำความเย็นของ NanoFreeze ช่วยลดการสูญเสียอาหารไปแล้วกว่ามูลค่า 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 20 ตันต่อปี
สำหรับเป้าหมายในอนาคต NanoFreeze ตั้งเป้าหมายนำระบบความเย็น ไปติดตั้งในตู้เย็นจำนวน 1 ล้านเครื่อง ภายใน 6 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ได้มากกว่า 16 ล้านตัน ผ่านความร่วมมือกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานเข้มข้น
ความท้าทายของ ‘ผู้หญิง’ ในวงการ Deep Tech
“การขับเคลื่อน Deep Tech ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็น ‘ผู้หญิง’ และมีอายุน้อย”
Isabel เล่าว่าเธอต้องเผชิญกับอคติและการถูกประเมินศักยภาพ ต่ำกว่าความเป็นจริง อยู่เสมอ เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงและอายุน้อย ทั้งอุปสรรคในการระดมทุน นักลงทุนมักจะไม่เชื่อมั่นและให้การยอมรับ แนวคิดของเธอมากนัก
โดยครั้งหนึ่งเธอต้องประชุมร่วมกับพนักงานวิศวกรชาย คำทักทายแรกที่เธอได้รับคือ การทักเรื่องอายุ และการขอคุยกับวิศวกรซึ่งเป็นผู้ชายในทีม แทนที่จะคุยกับเธอโดยตรง แทนที่จะน้อยใจ เธอเลือกที่จะไม่เก็บคำพูดเหล่านั้นมาบั่นทอนจิตใจ และมองว่ามันคือหน้าที่ ของเธอในการใช้ผลงานเป็นเครื่องมือพิสูจน์ว่ามายาคติเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องจริง เธอเน้นย้ำว่า เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราทำได้ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไรก็ตาม เพื่อให้ตัวเองเดินหน้าต่อ และทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ
สำหรับผู้หญิงที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงแต่ยังลังเลที่จะลงมือทำ Isabel ฝากข้อคิดไว้ว่า
“มันไม่มีช่วงเวลาที่เพอร์เฟกต์ที่สุดสำหรับการเริ่มต้น คุณไม่จำเป็นต้องรอให้มีประสบการณ์ 20 ปีในองค์กรใหญ่ ขอเพียงแค่คุณมีไอเดียที่ดี มีวินัย ความอดทน และความสม่ำเสมอ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ การหาทีมและพาร์ตเนอร์ที่ดี คุณก็สามารถลงมือ สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้”

