เวียดนามยกระดับการคุ้มครองสิทธิสตรี ด้วยการออกกฎหมายให้การบังคับผู้หญิงให้อยู่บ้านเป็น ‘ความผิดทางกฎหมาย’ ความเคลื่อนไหวนี้สวนทางกับกระแส tradwife หรือแนวคิดภรรยาแบบดั้งเดิมที่เน้นบทบาทการดูแลบ้านและครอบครัว โดยรัฐบาลเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและลดการเลือกปฏิบัติทางเพศ
กฎหมายดังกล่าวอยู่ภายใต้ ‘กฤษฎีกา 76’ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้ที่พยายามขัดขวางไม่ให้ผู้หญิงออกไปทำงาน จะถูกปรับสูงสุด 10 ล้านดอง (ราว 1-4 หมื่นบาท) พร้อมกำหนดบทลงโทษต่อพฤติกรรมเหยียดเพศในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบังคับให้ผู้หญิงทำงานบ้าน, การแทรกแซงการตัดสินใจเรื่องการคุมกำเนิด, การขัดขวางการเริ่มต้นธุรกิจ ตลอดจนการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นผู้นำหญิงในภาคการเมืองและธุรกิจ
นอกจากนี้ กฎหมายยังขยายขอบเขตการบังคับใช้ให้ครอบคลุมการกระทำอื่น เช่น การบังคับทำหมัน การเผยแพร่โฆษณาที่มีเนื้อหาเหยียดเพศ และการเลือกปฏิบัติในการแบ่งทรัพย์สินภายในครอบครัว ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจสามารถดำเนินการลงโทษได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น
แม้เวียดนามจะมีสัดส่วนผู้หญิงในตลาดแรงงานสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่กำลังพัฒนา แต่โครงสร้างอำนาจยังคงถูกครอบงำโดยผู้ชาย และค่านิยมทางสังคมยังมีลักษณะอนุรักษนิยม ส่งผลให้ความพยายามผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์สังคมนิยม ยังเผชิญแรงต้านในบางกลุ่ม
นักวิชาการจาก Diplomatic Academy of Vietnam ชี้ว่า แนวทางความเท่าเทียมทางเพศของเวียดนามเป็นการขับเคลื่อนแบบ ‘บนลงล่าง’ โดยรัฐเป็นผู้ผลักดันและเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ แตกต่างจากประเทศอย่างเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา ที่ประเด็นดังกล่าวมักเกิดจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน และเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมและอัตลักษณ์ จนบางครั้งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก European Policy Center มองว่า ในช่วงที่ผู้ชายจำนวนมากเผชิญความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ แนวคิดเฟมินิสม์มักถูกใช้เป็นแพะรับบาป แทนนโยบายเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำทางรายได้
การออกกฤษฎีกาครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในเชิงระหว่างประเทศ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามเริ่มวาระใหม่ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความคืบหน้าเชิงรูปธรรมด้านสิทธิสตรี ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกการบังคับใช้ที่เข้มแข็งขึ้นในระบบกฎหมาย
ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสที่เวียดนามกลายเป็นจุดหมายของผู้ชายบางกลุ่ม โดยเฉพาะ ‘passport bros’ จากประเทศพัฒนาแล้ว ที่มองหาความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่ผู้หญิงรับบทดูแลครอบครัว ขณะที่ฝ่ายชายเป็นผู้หารายได้หลัก ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับบทบาททางเพศในยุคใหม่
นักมานุษยวิทยาชี้ว่า กระแส tradwife บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ สะท้อนความพยายามหลีกหนีของทั้งผู้หญิงที่รู้สึกเสียเปรียบในระบบเศรษฐกิจ และผู้ชายที่ต้องการความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ตนควบคุมได้
อย่างไรก็ตาม ในบริบทของเวียดนาม บทบาททางเพศยังคงได้รับอิทธิพลจากค่านิยมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดแบบขงจื๊อ ชาตินิยม และโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้ชายมักถูกเชื่อมโยงกับอำนาจและความเป็นผู้นำ ขณะที่ผู้หญิงถูกผูกโยงกับงานบ้านและการดูแลครอบครัว
แม้ตัวชี้วัดบางด้านสะท้อนความก้าวหน้า เช่น อัตราการเข้าถึงการศึกษาของผู้หญิงที่อยู่ในระดับ 97.2% และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ 75.9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงปรากฏชัด โดยผู้หญิงเป็นผู้บริหารบริษัทเพียง 19.4% และเป็นเจ้าของกิจการส่วนใหญ่เพียง 19.7%
อีกทั้ง ปัญหาค่านิยมต้องการลูกเพศชาย ยังคงส่งผลต่อโครงสร้างประชากร โดยในปี 2025 มีเด็กผู้หญิงเพียง 900 คนต่อเด็กผู้ชาย 1,000 คน แม้การทำแท้งเลือกเพศจะผิดกฎหมายก็ตาม โดยฝั่งนักวิชาการมองว่า กฤษฎีกา 76 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐเวียดนามตระหนักถึงช่องว่างดังกล่าว และพยายามใช้บทลงโทษทางปกครองเพื่อผลักดันให้กฎหมายด้านความเท่าเทียมทางเพศมีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น
ทั้งนี้ ความพยายามของเวียดนามยังไม่เผชิญแรงต่อต้านรุนแรงเท่ากับบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศกลายเป็นประเด็นทางการเมือง โดยนักวิชาการประเมินว่า เวียดนามยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างระบบความเท่าเทียมทางเพศ และมีโอกาสเรียนรู้จากบทเรียนความขัดแย้งในต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกในอนาคต
ภาพ: Guitar photographer/shutterstock
อ้างอิง:

