วันนี้ (4 กรกฎาคม) กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงสถานการณ์ด้านงบประมาณและวินัยทางการคลังของประเทศ โดยประเมินว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ทางตันงบประมาณ และเสี่ยงที่จะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายใน 2-3 ปี หากรัฐบาลยังคงไม่มีการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง
กรณ์ ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2570 รายจ่ายประจำของรัฐบาลได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บได้พอดี สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากหมายความว่า งบประมาณทุกบาทที่รัฐบาลนำไปใช้สำหรับการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล้วนต้องมาจากเงินกู้ทั้งสิ้น
นอกจากประเด็นด้านรายได้ที่น้อยกว่ารายจ่ายแล้ว ประเทศไทยยังมีกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับที่ทำหน้าที่กำกับการจัดทำงบประมาณ ซึ่งอาจกลายเป็นกับดัก ทางการคลังในอนาคตอันใกล้ ได้แก่
- พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ: กำหนดเงื่อนไขว่า รัฐบาลต้องจัดสรรงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบลงทุนดังกล่าวต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่ายอดเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล
- พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ: กำหนดกรอบเพดานห้ามรัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี (บวกด้วย 80% ของงบชำระคืนต้นเงินกู้)
กรณ์ อธิบายภาพจำลองสถานการณ์ว่า หากในปีหน้ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเพียง 2% ของงบรวม ในขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษีอยู่เท่าเดิม รัฐบาลจะเผชิญภาวะรายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ ส่งผลให้ต้องกู้เงินมาเพื่อจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จ่ายบำนาญ และจ่ายคืนหนี้เดิม
ผลกระทบที่ตามมาคือ รัฐบาลจะเหลือวงเงินกู้เพียง 18% สำหรับนำไปลงทุน (เนื่องจากถูกจำกัดเพดานกู้ไว้ที่ 20%) ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทำผิดเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ทันที เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องมีงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรวม
เพื่อเป็นการป้องกันวิกฤตดังกล่าว กรณ์ ได้เสนอแนวทางแก้ไข 6 ประการ ประกอบด้วย:
- ลดค่าใช้จ่ายประจำ: ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีอัตราการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี
- เพิ่มรายได้ภาษี: โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปรับตัวลดลงอย่างนัยสำคัญ
- แก้ไข พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ: เพื่อปรับลดสัดส่วนขั้นต่ำของการลงทุน
- แก้ไข พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ: เพื่อขยายเพดานให้รัฐบาลสามารถกู้เงินชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น
- กู้นอกระบบงบประมาณ: ดำเนินการผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้
- ปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น: เพื่อทำให้ตัวเลข Nominal GDP เติบโตขึ้น แม้จะส่งผลให้กำลังซื้อที่แท้จริงของประชาชนลดลงก็ตาม
กรณ์ เน้นย้ำว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญและเลือกเดินตามแนวทางที่ 1 และ 2 เป็นหลัก คือการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ เนื่องจากการใช้แนวทางอื่นจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และอาจนำพาประเทศไปสู่ความยากจนได้
อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะยืนยันถึงความจำเป็นในการแก้ไขโครงสร้าง แต่ในทางปฏิบัติกลับยังพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างกรณีการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่าเป็นการใช้เงินกู้ที่สะท้อนถึงความขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง
ทั้งนี้ กรณ์ยืนยันว่าพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ที่สามารถปฏิบัติได้จริงในโอกาสต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1BMxrC9ADX/?mibextid=wwXIfr


