วันนี้ (4 กรกฎาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการพิจารณาหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่า ที่ประชุมได้มีมติให้ดำเนินการทบทวนและกลั่นกรองฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้การจัดสรรสวัสดิการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงความจำเป็นในการทบทวนสิทธิ์ โดยแบ่งฐานข้อมูลออกเป็น 3 กลุ่มหลักที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน ได้แก่
- กลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ (ประมาณ 5 ล้านราย): ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการสำรวจไว้ แต่พบว่ายังขาดการคัดกรองเชิงลึกเกี่ยวกับสถานะความยากจนที่แท้จริง เช่น การประเมินรายได้ และการถือครองทรัพย์สิน
- กลุ่มผู้มีสิทธิ์เดิม (ประมาณ 13.2 ล้านราย): ซึ่งเป็นฐานข้อมูลจากการสำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำให้ข้อมูลในปัจจุบันคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เนื่องจากมีผู้เสียชีวิต หรือบางรายมีรายได้เพิ่มขึ้นจนพ้นเกณฑ์ความยากจนแล้ว จึงต้องนำมากลั่นกรองใหม่ตามหลักเกณฑ์มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด
- กลุ่มเปราะบางและตกหล่น (ประมาณ 1 ล้านราย): ซึ่งเป็นฐานข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน โดยต้องนำกลุ่มนี้เข้ามาพิจารณาด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงตกหล่นจากระบบสวัสดิการของรัฐ
เอกนิติ เน้นย้ำว่า ให้นำตัวเลขฐานข้อมูลของทั้ง 3 กลุ่ม รวมทั้งสิ้นประมาณ 19 ล้านราย มาทำการทบทวนและกลั่นกรองใหม่อย่างละเอียด เพื่อค้นหาและคัดกรองผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง
สำหรับกรอบระยะเวลาในการนำเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น เอกนิติ ระบุว่า ขณะนี้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประมวลผลข้อมูล (Run Data) และจัดประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาความรัดกุมอีกครั้งก่อน
พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เบื้องต้นในที่ประชุมไม่ได้มีการกำหนดกรอบหรือยึดติดว่าตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องเกินหรือไม่เกิน 14 ล้านสิทธิ์ แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง
เอกนิติ กล่าวว่า เวลาที่ผมลงพื้นที่ต่างจังหวัด ได้เห็นและรู้สึกเห็นใจผู้ที่เดือดร้อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแลหรือไม่มีทรัพย์สินใดๆ เลย วันนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสวัสดิการด้านรายได้ แต่ทุกคนต้องมีโอกาส และรัฐบาลจะต้องดูแลกลุ่มคนที่เดือดร้อนจริงๆ โดยไม่ได้ยึดติดว่าตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์สุดท้ายจะเป็นเท่าไหร่


