×

‘เอกนิติ’ ย้ำ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นเร่งด่วน กางแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 มิติ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

โดย THE STANDARD TEAM
04.07.2026
  • LOADING...
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถา

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่ โรงแรมรอยัลริเวอร์ ภายในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมนัดชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท (โดยเฉพาะในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง) ว่า ขณะนี้ พ.ร.ก. ดังกล่าวยังถือว่ามีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และรัฐบาลได้เตรียมการเพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเต็มที่

 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการในทันที หากประเทศไทยปรับตัวล่าช้า อาจต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงกว่าร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากไม่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตค่าครองชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

 

เอกนิติ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลัก ซึ่งพร้อมเดินหน้าดำเนินการทันทีหากคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งระงับ ได้แก่

 

การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน: มุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน พร้อมผลักดันระบบรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Metering) ซึ่งจำเป็นต้องมีการนำเม็ดเงินไปลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้าในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation): มุ่งลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่ามหาศาล โดยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคการขนส่ง รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองภายในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล

 

การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากร: มุ่งเน้นการสร้างทักษะ (Upskill/Reskill) เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย

 

นอกเหนือจากการพึ่งพาวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. แล้ว รัฐบาลยังมีแผนการระดมทุนในรูปแบบทางเลือกอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การนำกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) มาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้าฯ เพื่อทดแทนการกู้เงินโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศ นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณาดึงเม็ดเงินจากกองทุนพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยสนับสนุนการปฏิรูปธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาดอีกทางหนึ่ง

 

เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงมาตรการเยียวยาแก้ไขปัญหาในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising