ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทุเลาลง และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไม ‘เงินบาท’ ของไทยถึงยังคงเผชิญกับสภาวะอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญ
แพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ใน รายการ Morning Wealth ระบุว่า ในช่วงต้นปีความกังวลเรื่องสงคราม (เช่น กรณีอิหร่าน) เคยเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ในปัจจุบัน บริบทของตลาดได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตลาดไม่ได้ให้น้ำหนักเทรดในเรื่องข่าวสงครามอีกต่อไป และมองว่าเรื่องของราคาน้ำมันคือ ‘เรื่องของเมื่อวาน’
ขณะนี้จุดสนใจหลักของตลาดกลับไปอยู่ที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แต่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะหลังจากการเปิดเผย Dot Plot ที่ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นทันที แม้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มปรับตัวลดลงก็ตาม
4 ปัจจัยหลักรุมเร้า ทำไมเงินบาทถึงอ่อนค่าแรง
แพททริกระบุว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงมาประมาณ 5% ตั้งแต่ต้นปี (Year-to-date) จนถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่อ่อนค่ารั้งท้ายในภูมิภาค นั้น ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แย่ลงอย่างเฉียบพลัน แต่มาจากแรงกดดัน 4 ประการ ได้แก่
- ดอลลาร์แข็งค่า: จากความคาดหวังเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ตามที่กล่าวไปข้างต้น
- ราคาทองคำปรับฐานรุนแรง: เงินบาทเป็นสกุลเงินที่มีความอ่อนไหว (Sensitive) และผูกพันกับราคาทองคำมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เมื่อราคาทองคำปรับตัวลดลงค่อนข้างเร็ว จึงเป็นตัวการสำคัญที่เข้ามาซ้ำเติมให้เงินบาทอ่อนค่าลงตาม
- เงินทุนไหลออก: มีปัจจัยเรื่องเม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะจากการทำรายการ Big Lot ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
- ความกังวลเรื่อง Twin Deficit: ตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับปัญหาการขาดดุลแฝด (Twin Deficit) ของประเทศไทยมากขึ้น
เจาะแนวโน้มเงินบาทและคำแนะนำต่อภาคธุรกิจ
สำหรับทิศทางนโยบายการเงินในประเทศ ประเมินว่าตลาดให้โอกาสน้อยกว่า 50% ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ โดยมองว่าน่าจะคงอัตราดอกเบี้ย (ทรงตัว)
ส่วนกรอบความเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะสั้น (เดือนกรกฎาคม) หลังจากเบรกแนวต้าน 33 บาทขึ้นมาได้ คาดว่าจะแกว่งตัวแบบ Sideways ในกรอบ 32.75 – 33.35 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากในช่วงครึ่งปีหลัง Fed ไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้จริงตามที่ตลาดคาดการณ์ เงินบาทอาจกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบปลายปีที่ประเมินไว้เดิมที่ 32.20 – 32.70 บาทต่อดอลลาร์
พร้อมกันนี้ แพททริกได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ ดังนี้
- ผู้ส่งออก: แนะนำให้ใช้จังหวะที่เงินบาททะลุ 33 บาทขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในการทยอยขายหรือป้องกันความเสี่ยงที่ระดับ 33.00 – 33.50 บาท เนื่องจากมองว่าเป็นจุดที่เหมาะสมและเงินบาทไม่น่าจะอ่อนค่าขึ้นไปได้เร็วรุนแรงกว่านี้แล้ว
- ผู้นำเข้า: หาก Fed ไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยจริงตามคาด จังหวะที่เงินบาทกลับมาบริเวณปลาย 32 ถึง 32.50 – 33.00 บาท ถือเป็นจังหวะที่น่ารอซื้อ
“การจะอยู่รอดในตลาดค่าเงินที่ผันผวนแบบนี้ ไม่ใช่การทายทิศทางถูกว่าเงินจะแข็งหรืออ่อน แต่คือการเป็นคนที่บริหารความเสี่ยงเป็น (Risk Management) ตามธุรกิจของตนเอง นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” แพททริกกล่าว
บริบทโลกที่แตกต่าง ทำไม ‘เยน’ ถึงอ่อนสวนทาง ‘หยวน’ ที่แข็งค่า
นอกจากประเด็นเงินบาทแล้ว การเคลื่อนไหวของค่าเงินภูมิภาคยังสะท้อนบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ
- เงินเยนทำสถิติอ่อนค่าหลุด 160 เยนต่อดอลลาร์: เกิดจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ กอปรกับปัญหาหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่ยังแก้ไม่จบ รวมถึงญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ทำให้ต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น โดยประเมินว่าเยนอาจอ่อนค่าไปแตะ 162 เยนต่อดอลลาร์ได้ ทั้งนี้ ต้องจับตาการแทรกแซงจาก BOJ ซึ่งมักจะเลือกจังหวะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่ (เช่น วันพฤหัสบดี) เพื่อให้การแทรกแซงมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดันค่าเงินเยนกลับมา 2-3 เยน
- เงินหยวนแข็งค่า: จีนได้รับผลกระทบจากสงครามน้อยกว่าเนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีนโยบายหนุนการผลิตและการส่งออก โจทย์หลักของทางการจีนในเวลานี้จึงเป็นเรื่องกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งถือเป็นคนละเรื่องกับสถานการณ์ของญี่ปุ่น

