Fitch Ratings เตือนบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ไทยเจอมรสุม ‘หนี้ท่วม’ ชี้ผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ที่สุด 10 รายของไทยมีหนี้สูงกว่ากำไรเกือบ 4 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียเกือบเท่าตัว และยังมีหุ้นกู้จ่อครบกำหนด 3.18 แสนล้านในปีนี้ พร้อมเตือนระวังความเสี่ยงรีไฟแนนซ์ จับตา ‘ปิโตรเคมี’ ส่วนใหญ่มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA สูงกว่า 8 เท่า
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (30 มิถุนายน) โอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคอุตสาหกรรม บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประเทศไทย (Fitch Ratings) กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ Thailand Corporate Credit Outlook โดยระบุว่า บริษัทขนาดใหญ่ของไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้านในปี 2569 ได้แก่ สภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่ท้าทายมากขึ้น อัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับสูงจากการลงทุนขนาดใหญ่ต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และความต้องการเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition)
โอบบุญกล่าวต่อว่า สภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่ท้าทายมากขึ้นเกิดจากวิกฤตการณ์ภายนอกหลายด้านที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ได้แก่
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยกลุ่มปิโตรเคมีเป็นภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากที่สุด
- มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กดดันการส่งออก ขณะเดียวกันการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าจากประเทศจีนเพิ่มความรุนแรงของการแข่งขันภายในประเทศ
- ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูงและกำลังซื้อที่อ่อนแอกลายเป็นปัจจัยกดดันรายได้ในวงกว้าง
- การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนเป็นไปอย่างล่าช้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติม
หนี้สินท่วม! บริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ไทย สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชีย
โอบบุญกล่าวต่อว่า หนี้สินของบริษัทไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชีย เห็นได้จากผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ที่สุด 10 รายของไทยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไร (EBITDA) โดยรวมอยู่ที่ 3.7 เท่าในปี 2568 ซึ่งถือว่าสูงกว่าบริษัทในไทยและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิต ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2 เท่า
โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีอัตราส่วนหนี้สินต่ำสุดที่ 1.8 เท่า ส่วนผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่อีก 9 รายมีอัตราส่วนหนี้สินอยู่ในช่วง 4.1 เท่า ถึง 15 เท่า


เตือนบริษัทไทยอาจเผชิญความเสี่ยงรีไฟแนนซ์มากขึ้น หากภาวะตลาดการเงินตึงตัวมากขึ้น
โอบบุญระบุอีกว่า การมีอัตราส่วนหนี้สินในระดับสูงนี้ ควบคู่กับการพึ่งพาตลาดตราสารหนี้ในประเทศเป็นหลักอาจส่งผลให้ความยืดหยุ่นทางการเงินปรับตัวลดลง และเพิ่มความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์ หากภาวะตลาดการเงินตึงตัวมากขึ้น
ทั้งนี้ ไทยมีการพึ่งพาตลาดตราสารหนี้สูงสุดในเอเชีย โดยยอดหุ้นกู้คิดเป็น 27% ของหนี้สินภาคเอกชนทั้งหมด เปรียบเทียบกับเกาหลี 26%, ญี่ปุ่น 15% และจีน 10%
โดยผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของไทย มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนรวมกันมูลค่าสูงถึง 318,000 ล้านบาทภายในปีนี้
โอบบุญกล่าวอีกว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ ทางฟิทช์มีการหั่นมุมมอง (Outlook) หรือเรตติง (Rating) ไปแล้วบ้าง อย่างไรก็ตามหากเทียบผลกระทบรอบนี้กับวิกฤตโควิด-19 หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ถือว่ามีผลกระทบน้อยกว่า โดยจำกัดอยู่เฉพาะบางภาคส่วนที่มีปัญหาเท่านั้น ขณะที่ภาคการบริโภคและค้าปลีกยังได้แรงหนุนจากสินค้าจำเป็นและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาค
สำหรับความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์ (Refinance) โอบบุญมองว่า บริษัทรายใหญ่และรายกลางยังไม่เห็นความเสี่ยงกลับมามากเท่าไหร่ แต่รายเล็กอาจประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่ยากขึ้น
ภาคส่วนใดเสี่ยงที่สุด
โอบบุญกล่าวว่า ภาคส่วน (Sector) ที่เผชิญแรงกดดันดังกล่าวชัดเจนมากที่สุดคือ กลุ่มปิโตรเคมี อสังหาริมทรัพย์ และสาธารณูปโภคด้านพลังงาน สวนทางกับธุรกิจกลุ่มโทรคมนาคมมีสถานะที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
- ปิโตรเคมี: บริษัทส่วนใหญ่มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA สูงกว่า 8 เท่า และมีทิศทางที่แย่ลง ถือเป็นภาคธุรกิจที่เผชิญแรงกดดันด้านอันดับเครดิตมากที่สุด
- อสังหาริมทรัพย์: ภาระหนี้สินอยู่ในระดับสูง ยอดขายล่วงหน้าปรับตัวลดลงและเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาด ขณะที่หนี้ครัวเรือนระดับสูงเป็นปัจจัยจำกัดกำลังซื้อในตลาดระดับล่างถึงปานกลาง
- พลังงานและสาธารณูปโภค: หนี้สินอยู่ในระดับสูงและมีรอบการลงทุน Capex ขนาดใหญ่ในโครงการพลังงานหมุนเวียนรออยู่ข้างหน้า ส่งผลให้ระดับหนี้สินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกก่อนที่จะทยอยลดลง

