×

ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่

30.06.2026
  • LOADING...
ภาพเรือรบสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฉงนมากกว่าความชัดเจน เมื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า กองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก (US Indo-Pacific Command) จะกลับไปใช้ชื่อเดิม เป็น ‘กองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ’ (US Pacific Command: PACOM) อีกครั้ง หลังจากที่เคยใช้มาตลอดจนถึงปี 2018

 

 
 

แม้ว่าสหรัฐฯ จะย้ำว่า การเปลี่ยนชื่อไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงภารกิจหรือขอบเขตความรับผิดชอบของกองบัญชาการ แต่สื่ออินเดียและสื่อญี่ปุ่น รวมถึง The Japan Times พากันตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตว่า ชื่อเรียกใหม่นี้อาจสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพสหรัฐฯ แม้ขอบเขตความรับผิดชอบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม

 

มีความเห็นหลากหลายปรากฏในโซเชียลมีเดียในทำนองว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกจากชื่อกองบัญชาการ เป็นการส่งสัญญาณถึงการลดความสำคัญของอินเดียต่อภูมิภาคนี้หรือไม่ หรือสะท้อนความสัมพันธ์อินเดีย-สหรัฐฯ ที่แย่ลงหรือไม่ หรือเป็นการเอาใจจีนในช่วงที่ความสัมพันธ์วอชิงตัน-ปักกิ่งดีขึ้น เพราะคำว่า ‘อินโด-แปซิฟิก’ เป็นคำที่ค่อนข้างเป็นลบสำหรับจีน เนื่องจากมีนัยเชิงยุทธศาสตร์ที่หมายถึงการปิดล้อมจีน

 

ย้อนกลับไปในปี 2018 ระหว่างที่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ชื่อกองบัญชาการถูกเปลี่ยนจาก Pacific Command เป็น Indo-Pacific Command ซึ่งพลเอกเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในขณะนั้น อธิบายไว้ว่า เพื่อ “สะท้อนถึงความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก”

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ก่อตั้ง PACOM ในปี 1947 ขอบเขตภารกิจตามภูมิศาสตร์ของกองบัญชาการนี้ครอบคลุมถึงมหาสมุทรอินเดียอยู่แล้ว โดยพลเรือเอก แฮร์รี แฮร์ริส อดีตผู้บัญชาการ PACOM เคยกล่าวไว้ว่า พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการแปซิฟิกครอบคลุมพื้นที่ “จากฮอลลีวูดถึงบอลลีวูด (ซึ่งหมายถึงอินเดีย) จากเพนกวินถึงหมีขั้วโลก” โดยศูนย์บัญชาการใหญ่ของ PACOM ตั้งอยู่ที่ค่ายสมิธ (Camp Smith) ชานเมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ปัจจุบันมีกำลังพลราว 375,000 คน

 

การเปลี่ยนชื่อไปเป็น INDOPACOM ในปี 2018 ถูกมองว่ามีเบื้องหลังแอบแฝงในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่า จีนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งในมิติทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การสกัดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคที่ถือว่ามีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ในขณะที่ The Japan Times ระบุว่า การนำกรอบแนวคิด ‘อินโด-แปซิฟิก’ มาใช้ในเวลานั้น สร้างความพึงพอใจให้กับนักยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพราะแนวคิดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเมื่อปี 2007 ซึ่งการที่สหรัฐฯ นำมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้ จึงสะท้อนถึงการสอดประสานกันของวิสัยทัศน์และผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญในช่วงเวลาที่ระเบียบภูมิภาคและระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

 

ขณะเดียวกัน สื่อญี่ปุ่นระบุว่า แนวคิดนี้ยังได้รับการขานรับจากอินเดีย เพราะสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างนิวเดลีกับวอชิงตัน โดยหลายฝ่ายมองบทบาทของอินเดียในฐานะผู้ถ่วงดุลจีนว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของอินโด-แปซิฟิก เป็นดุลอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านขนาดประชากร ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถทางทหาร

 

การกลับไปใช้ชื่อเดิมมีนัยอะไรหรือไม่?

 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนกรานว่า การกลับไปใช้ชื่อเดิม (กองบัญชาการแปซิฟิก / PACOM) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ แต่เป็นการ “ให้เกียรติแก่รากฐานทางประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งของกองบัญชาการ เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจและจิตวิญญาณร่วมกันของผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนในภูมิภาคแปซิฟิก”

 

แถลงการณ์ระบุว่า “นับตั้งแต่บทบาทสำคัญในการวางสถาปัตยกรรมความมั่นคงของภูมิภาคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไปจนถึงการประสานกำลังร่วมในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และภารกิจด้านมนุษยธรรมอีกนับไม่ถ้วน ชื่อ USPACOM ได้สั่งสมมรดกทางทหารและความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ”

 

การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรีแบรนด์กองทัพสหรัฐฯ ในวงกว้าง โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 ทรัมป์ได้ประกาศให้กระทรวงกลาโหม (Department of Defense) กลับไปใช้ชื่อ ‘กระทรวงสงคราม’ (Department of War) ซึ่งเป็นชื่อเดิมที่เคยใช้ระหว่างปี 1789-1947 (แม้ว่าการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาก็ตาม) นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ทยอยคืนชื่อของวีรบุรุษฝ่ายสมาพันธรัฐ (Confederacy) ให้แก่ฐานทัพหลายแห่ง หลังจากถูกถอดชื่อออกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งประวัติศาสตร์และการที่รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์ ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์ เพราะชื่อเรียกย่อมสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

 

โดยหากมองว่า การเพิ่มคำว่า ‘อินโด’ ในเวลานั้นมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกไป ก็อาจสะท้อนถึงจุดเน้นที่แตกต่างจากเดิม หรือสื่อเป็นนัยว่า แผนยุทธศาสตร์ที่เคยใช้มาอาจไม่ใช่แนวทางหลักอีกต่อไป

 

บทความของ The Japan Times ตั้งข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับพัฒนาการในช่วงหลังที่ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานว่า สหรัฐฯ กำลังทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่

 

หนึ่งในข้อสังเกตคือระยะห่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย ความขัดแย้งเริ่มปรากฏตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เมื่ออินเดียใช้เวลานานกว่าจะร่วมประณามมอสโก แต่หลังจากนั้นช่องว่างก็ยิ่งกว้างขึ้น การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสร้างความตกตะลึงให้กับนิวเดลี ขณะเดียวกัน นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ก็ปฏิเสธที่จะสนับสนุนทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

 

ในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนว่า สหรัฐฯ กำลังหันไปกระชับความสัมพันธ์กับปากีสถาน ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของอินเดียด้วย โดยบทบาทสำคัญของปากีสถานในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน เป็นหลักฐานที่สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรในช่วงสงครามเย็น กำลังกลับมาดีขึ้นเป็นลำดับ

 

ผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์ จากภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า การเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการของสหรัฐฯ ไม่ได้สร้างความแปลกใจมากนัก เพราะหลักสำคัญของอินเดียตั้งแต่ได้รับเอกราชมาจนถึงตอนนี้คือการไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร ภายใต้นโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non alignment policy) โดยอินเดียจะไม่ผูกพันตัวเองกับประเทศใดในทางทหารในอันที่จะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ

 

“จะเห็นได้ว่าตั้งแต่หลังสงครามโลกหรือนับจากได้รับเอกราช อินเดียไม่เคยไปร่วมสงครามของใครเลย ยกเว้นสนับสนุนภารกิจของสหประชาชาติ และเน้นไปที่ภารกิจด้านมนุษยธรรมมากกว่า” ดร. มาโนชญ์ กล่าว

 

“คนที่ศึกษานโยบายต่างประเทศของอินเดียจะเข้าใจดีว่า ปัจจุบันอินเดียมีนโยบายเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร เพราะมันเสี่ยงที่จะลากอินเดียไปเผชิญหน้าทางทหารโดยไม่จำเป็น”

 

ดร. มาโนชญ์ กล่าวว่า สหรัฐฯ เข้าใจจุดยืนและแนวนโยบายของอินเดียดี แต่ก็ยังหวังว่าจะสามารถดึงอินเดียมาร่วมในยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนได้ และหวังดึงอินเดียเป็นพันธมิตรทางทหาร โดยเห็นได้จากการสร้างกลุ่ม QUAD ที่มุ่งหวังจะเป็นกลุ่มความร่วมมือทางทหารที่ประกอบไปด้วยสหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น แต่กลุ่มดังกล่าวมีบทบาทน้อยมาก เพราะอินเดียเข้าร่วม แต่ไม่ได้เต็มที่กับภารกิจร่วมทางทหาร โดยที่ผ่านมาอินเดียยอมเข้าร่วมกับกลุ่มเพราะผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้จากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

 

สหรัฐฯ พยายามเอาใจอินเดียทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนท่าทีอินเดียได้ หรือแม้แต่ไปใช้ไม้แข็งเรื่องภาษีก็ไม่สำเร็จ ดร. มาโนชญ์ จึงมองว่า สุดท้ายสหรัฐฯ จึงทำใจยอมรับและปรับยุทธศาสตร์เป็น USPACOM หรือตัด INDO ออก

 

อาจารย์จากมศววิเคราะห์ว่า แม้สหรัฐฯ จะเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการ แต่ก็ไม่ทำให้อินเดียรู้สึกว่าถูกทิ้ง หรือรู้สึกว่ากระทบกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของตัวเอง แต่อาจกังวลว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในภาพรวมมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจและการค้า

 

“ในอีกด้านอินเดียก็คงต้องกังวลกับอิทธิพลของจีนที่จะขยายเข้ามาในมหาสมุทรอินเดียมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับปากีสถานสู่ทะเลอาหรับ ศรีลังกา และมัลดีฟส์ โดยในบริเวณมหาสมุทรอินเดียนี้ อินเดียเคยประกาศให้เป็น peace zone ในอดีต และคัดค้านกิจกรรมทางทหารของมหาอำนาจที่พยายามขยายอิทธิพลในแถบนี้ ซึ่งเราอาจได้เห็นอินเดียกลับมาใช้แนวทางนี้อีกครั้ง” ดร.มาโนชญ์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ อาจไม่ได้หมายความว่าตัดอินเดียออกไปจากยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง เพียงแต่มีความเป็นไปได้ว่า เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินแผนยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนในอนาคต โดยที่ไม่มีอินเดีย ซึ่งอาจเป็นการทำให้อินเดียสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกว่าจะไปขัดแย้งหรือเผชิญหน้ากับจีน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ปล่อยให้เป็นปัญหาระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยที่ไม่เกี่ยวกับอินเดีย แต่ในทางปฏิบัติอินเดียก็ยังเป็นพันธมิตรด้านอื่นๆ กับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็ยังอยู่ในกลุ่ม BRICS และ SCO ที่มีจีนและรัสเซียด้วย

 

“ถ้าเป็นแบบนี้ คิดว่าสหรัฐฯ ก็ยังได้ประโยชน์ ในขณะที่อินเดียก็ไม่เสียจุดยืน จีนก็อาจไม่จำเป็นต้องไปทะเลาะกับอินเดีย เป็นการ win win ทุกฝ่าย” ดร.มาโนชญ์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาจสำคัญยิ่งกว่าความสัมพันธ์กับอินเดีย คือคำถามว่า การแข่งขันกับจีนยังคงเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองมากน้อยเพียงใด

 

การตีความหนึ่งมองว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกจากชื่อกองบัญชาการ เป็นการจำกัดจุดสนใจทางภูมิศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อจีนให้แคบลง เหลือเพียงแปซิฟิกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ช่องแคบไต้หวัน’

 

การกลับไปใช้ชื่อ Pacific Command ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับพันธมิตรดั้งเดิมในการรับมือกับภัยคุกคามจากจีน นั่นก็คือ ญี่ปุ่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหรัฐฯ อาจไม่ได้คาดหวังบทบาทของอินเดียในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ไต้หวัน แต่จะพึ่งพาญี่ปุ่นมากกว่า

 

อีกการตีความหนึ่ง ซึ่งกว้างและลึกซึ้งกว่า คือ มองว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนโดยตรง

 

ตามมุมมองนี้ชี้ว่า การที่ทรัมป์ชอบทำข้อตกลง (deal making) อาจกำลังบั่นทอนแนวคิดการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์โดยรวม เพราะกรอบความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนฉบับใหม่ ที่เพิ่งประกาศในการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อเดือนพฤษภาคม มีการเน้นย้ำถึง “ความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานของเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งตอกย้ำว่า สหรัฐฯ กำลังหาทางอยู่ร่วมกับจีน มากกว่าการเผชิญหน้า

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนอยู่ในยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Defense Strategy: NDS) ซึ่งยึดหลักการยับยั้ง ‘ด้วยความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การเผชิญหน้า’ และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศมี ‘ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเคารพซึ่งกันและกัน’

 

NDS ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ และซีกโลกตะวันตกเป็นอันดับแรก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่จะลดความสำคัญของมหาสมุทรอินเดียในมิติความมั่นคงของสหรัฐฯ

 

ในบทความของ The Japan Times ชี้ว่า หากการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นสัญญาณล่วงหน้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และหมายถึงการหดตัวของเส้นรอบวงความมั่นคงของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นก็ควรมีเหตุผลให้รู้สึกกังวลอยู่บ้าง

 

อย่างไรก็ดี ในอดีตกองบัญชาการแปซิฟิกให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรหลักมาโดยตลอด และมีความเข้าใจในบทบาทของญี่ปุ่นต่อการปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เสมอมา โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ ก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือและการประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความมั่นใจให้ญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่ง

 

แต่ถึงกระนั้น การใช้กรอบแนวคิด ‘อินโด-แปซิฟิก’ ร่วมกันในเชิงวาทกรรม ถือเป็นเสาหลักสำคัญของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในฐานะมาตรการสร้างความเชื่อมั่น และในฐานะกรอบชี้นำการดำเนินนโยบาย ดังนั้นจึงต้องรอดูต่อไปว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะมีความหมายอย่างไร

 

ภาพ: Seaman Apprentice Nicolas Quezada

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising