×

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ไม่มีแต้มต่อสำหรับทีมใหญ่ ในรอบ 32 ทีม

30.06.2026
  • LOADING...
นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก

หากใครยังเชื่อว่า ‘ชื่อชั้น’ คือหลักประกันของความสำเร็จในฟุตบอลโลก คืนที่ผ่านมาอาจเป็นคืนที่ทำให้ความเชื่อนั้นพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

 

บราซิลรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ด้วยการพลิกกลับมาเอาชนะญี่ปุ่น 2-1 จากประตูชัยในนาทีที่ 95 แต่ทว่า เยอรมนีไม่รอด แพ้ปารากวัยในการดวลจุดโทษ 3-4 หลังเสมอ 1-1 ตลอด 120 นาที และเนเธอร์แลนด์ก็เดินตามเส้นทางเดียวกัน เมื่อพ่ายโมร็อกโกในการดวลจุดโทษ 2-3 หลังเสมอ 1-1

 

เพียงคืนเดียว ฟุตบอลโลก 2026 ได้ย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า ระยะห่างระหว่าง ‘ทีมใหญ่’ กับ ‘ทีมรอง’ ไม่ได้กว้างเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ทุกทีมมีโอกาส หากมีแผนที่ดี มีวินัย และเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเอง ชื่อเสียงไม่ช่วยให้คู่แข่งกลัวอีกต่อไป

 

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน การจับสลากเจอบราซิล เยอรมนี หรือเนเธอร์แลนด์ อาจทำให้คู่แข่งลงสนามพร้อมความรู้สึกเป็นรองตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกม

 

แต่ฟุตบอลยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว ข้อมูล การวิเคราะห์ วิดีโอ และเทคโนโลยี ทำให้ทุกทีมรู้ว่าคู่แข่งแข็งแกร่งตรงไหน และอ่อนแอตรงไหน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในทั้งสามสนามเมื่อคืน คือภาพสะท้อนของฟุตบอลยุคใหม่ ญี่ปุ่นรู้ว่าหากปล่อยให้บราซิลเล่นในพื้นที่แคบ พวกเขาจะลำบาก จึงจัด 5-4-1 ที่มีวินัยสูง ปิดทุกช่องทางการต่อบอล และไล่เพรสอย่างแม่นยำ

 

ปารากวัยรู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องแย่งบอลจากเยอรมนี ขอเพียงป้องกันพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษให้แน่นที่สุด แล้วรอโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งก็พอ

 

ส่วนโมร็อกโกเป็นฝ่ายครองเกมเหนือเนเธอร์แลนด์อยู่หลายช่วง ก่อนถูกสวนกลับเสียประตู แต่ก็ยังไม่เสียสมาธิ และไล่ตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนเป็นฝ่ายนิ่งกว่าในการดวลจุดโทษ ไม่มีทีมไหนลงสนามเพื่อ ‘รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น’ ทุกทีมลงสนามพร้อมแผนที่ชัดเจน

 

ในสามทีมยักษ์ใหญ่เมื่อคืน บราซิลคือทีมเดียวที่หาทางออกได้ แต่ไม่ใช่เพราะพวกเขาเหนือกว่าญี่ปุ่นมาตั้งแต่ต้น

 

ตรงกันข้าม 45 นาทีแรก ญี่ปุ่นเล่นได้ดีกว่าอย่างชัดเจน ทั้งการเพรส การยืนตำแหน่ง และการปิดพื้นที่ของ วินิซิอุส จูเนียร์ จนบราซิลแทบสร้างเกมรุกไม่ได้

 

หลายคนเริ่มมองเห็นภาพความอับอายครั้งใหญ่ หากบราซิลต้องตกรอบด้วยน้ำมือทีมจากเอเชีย แต่สิ่งที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของทีมแชมป์ คือการตอบสนองต่อปัญหา

 

คาร์โล อันเชล็อตติ ไม่เปลี่ยนผู้เล่นมากมาย เขาเปลี่ยน ‘วิธีเล่น’ การส่งเอ็นดริกลงสนาม ทำให้บราซิลมีผู้เล่นยืนค้ำในกรอบเขตโทษมากขึ้น ส่งผลให้ทั้งสองฝั่งยืนกว้าง เปิดพื้นที่ให้เปิดบอลจากด้านข้างอย่างต่อเนื่อง

 

จากทีมที่พยายามเจาะตรงกลาง กลายเป็นทีมที่เปิดบอลเข้ากรอบเขตโทษแทบทุกสองนาที ญี่ปุ่นที่รับมือเกมบนพื้นได้อย่างยอดเยี่ยม เริ่มรับมือเกมอากาศไม่ไหว

 

ประตูตีเสมอของคาเซมิโร และประตูชัยของกาเบรียล มาร์ติเนลลี คือผลลัพธ์ของการแก้เกมที่แม่นยำ ไม่ใช่โชคช่วย ฟุตบอลโลกบางครั้งไม่ได้ตัดสินกันที่แผนก่อนเกม แต่อยู่ที่ว่าใครแก้ปัญหาระหว่างเกมได้ดีกว่า

 

ข้ามมาที่คู่เยอรมนี กับ ปารากวัย หากดูสถิติอย่างเดียว หลายคนอาจคิดว่าเยอรมนีเป็นฝ่ายชนะ เพราะครองบอลมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์, ต่อบอล 719 ครั้ง และยิง 21 ครั้ง

 

แต่ฟุตบอลไม่เคยตัดสินกันด้วยตัวเลขเหล่านั้น สิ่งที่ปารากวัยทำ คือการยอมเสียการครองบอล เพื่อแลกกับการควบคุมพื้นที่อันตราย

 

เยอรมนีต่อบอลได้เรื่อย ๆ แต่แทบไม่มีพื้นที่เล่นในกรอบเขตโทษ ทุกครั้งที่บอลเข้าใกล้พื้นที่สำคัญ จะมีเสื้อสีเข้มเข้ามาปิดทันที

 

นี่คือเกมที่ กุสตาโว อัลฟาโร วางหมากได้อย่างยอดเยี่ยม

 

ทีมของเขาไม่ได้เล่นเพื่อสร้างความสวยงาม แต่เล่นเพื่อเพิ่มโอกาสในการชนะ และเมื่อเกมถูกลากไปถึงการดวลจุดโทษ ความกดดันก็ย้ายไปอยู่ฝั่งเยอรมนีทั้งหมด

 

ออร์แลนโด กิลล์ เซฟจุดโทษสองครั้ง, โจนาธาน ทาห์ ยิงข้ามคาน ทำให้ปารากวัยสร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการคว้าชัยในเกมน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก ส่วนเยอรมนี แพ้การดวลจุดโทษในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกเช่นกัน

 

ประวัติศาสตร์ของฝ่ายหนึ่ง กลายเป็นฝันร้ายของอีกฝ่าย

 

หลายคนอาจมองว่าการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 คือเทพนิยาย แต่หลังเกมเมื่อคืน คงไม่มีใครกล้าพูดแบบนั้นอีก

 

โมร็อกโกไม่ได้ชนะเพราะโชค พวกเขาเล่นดีกว่าเนเธอร์แลนด์อยู่หลายช่วงของเกม หากไม่มี บาร์ต แฟร์บรูคเคน เซฟหลายครั้ง หรือคานช่วยไว้ สกอร์อาจขาดตั้งแต่ก่อนโคดี กักโป จะยิงให้ดัตช์ขึ้นนำ

 

แม้โดนนำในนาที 72 โมร็อกโกก็ยังเล่นแบบเดิม ไม่ตื่นตระหนก ไม่เสียทรง ก่อนอิสซา ดิย็อป จะโหม่งตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากนั้นเป็น ยาสซีน บูนู ที่กลับมาเป็นฮีโร่ในการดวลจุดโทษอีกครั้ง เหมือนที่เคยทำไว้ในกาตาร์เมื่อสี่ปีก่อน

 

ทีมชุดนี้ไม่ได้มีแค่หัวใจ แต่มีประสบการณ์ในการเล่นเกมน็อกเอาต์ด้วย

 

บทเรียนสำคัญจากเมื่อคืน อาจไม่ใช่การที่เยอรมนีหรือเนเธอร์แลนด์ตกรอบ แต่อยู่ที่วิธีที่พวกเขาตกรอบ ทั้งสองทีมมีคุณภาพมากกว่าในกระดาษ มีนักเตะที่เล่นในลีกระดับท็อป มีมูลค่าทีมสูงกว่า

 

แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นชัยชนะได้ เมื่อคู่แข่งเล่นตามแผนอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ฟุตบอลโลกเป็นรายการที่ไม่มีเวลาให้แก้ตัว ทุกอย่างตัดสินกันในคืนเดียว ไม่มีโอกาสกลับมาแก้มือเหมือนลีก และนั่นทำให้ทีมที่มีวินัย มีสมาธิ และกล้ายืนหยัดในแผนของตัวเอง สามารถโค่นทีมที่มีชื่อเสียงกว่าได้เสมอ

 

เมื่อคืน บราซิลรอด เพราะมีโค้ชที่แก้เกมเก่ง แต่เยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ ไม่มีคำตอบ เมื่อคู่แข่งพาพวกเขาไปเล่นในเกมที่ตัวเองถนัด

 

ฟุตบอลโลก 2026 เพิ่งเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ แต่ข้อความสำคัญถูกส่งออกมาอย่างชัดเจนแล้ว

 

ในฟุตบอลโลกยุคนี้ ไม่มีใครผ่านเข้ารอบเพียงเพราะเคยเป็นแชมป์โลก และไม่มีทีมเล็กทีมไหนลงสนามเพื่อเป็นตัวประกอบอีกต่อไป

 

อ้างอิง

 

ภาพ: David Ramos, picture alliance / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising