ท่ามกลางสมรภูมิ EV ในไทย ฮุนไดรุกเดินสายการผลิต The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทยอย่างเป็นทางการ หลังทุ่มกว่า 1,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานประกอบ จ.สมุทรปราการ พร้อมปักหมุดไทยสู่ฐานการผลิตและส่งออก EV ภูมิภาค หนุน Local content ไทย 46%
วันที่ 29 มิ.ย.69 เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้เปิดตัว The new 2026 IONIQ 5 N Line เป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นประกอบไทย พร้อมประกาศยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเครือข่ายระดับโลกของฮุนได ภายใต้สโลแกน ‘Never Ordinary’
IONIQ 5 N Line ถือเป็นรุ่นประกอบในไทยที่มาพร้อมแบตเตอรี่ 84 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 591 กิโลเมตร (NEDC) ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800V รองรับ Ultra-Fast Charging ชาร์จจาก 10-80% ภายในประมาณ 18 นาที พร้อมระบบความปลอดภัย Hyundai SmartSense 17 ระบบ และ Hyundai Bluelink Connected Car ที่เปิดใช้งานครั้งแรกในประเทศไทย

เจ กิว จอง กล่าวอีกว่า การประกอบรถรุ่นนี้ในประเทศไทยสะท้อนความเชื่อมั่นของฮุนไดต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ภูมิภาค ทั้งด้านบุคลากร ซัพพลายเชน และมาตรฐานการผลิต
ทั้งนี้ บริษัทประกาศราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 1.399 ล้านบาท จำกัด 400 คันแรก จากราคาปกติ 1.699 ล้านบาท ถูกกว่าการนำเข้ามาจากเกาหลีใต้ ที่ตั้งราคาไว้ 1.988 ล้านบาท เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญของฮุนไดในอนาคต
โดยปัจจุบันรุ่น IONIQ 5 มีการผลิตในโรงงานฮุนได 6 แห่ง จากทั้งหมด 14 แห่งทั่วโลก ได้แก่ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินเดีย สหรัฐอเมริกา และล่าสุด ประเทศไทย
ด้านวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า The new 2026 IONIQ 5 N Line มุ่งผลิตตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการรถที่ให้ได้มากกว่าแค่การเดินทาง เพราะสามารถบ่งบอกบุคลิกผ่านดีไซน์ที่ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายเป็นคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่ซ้ำทางใคร
วัลลภ ย้ำว่า แม้กระแสแบรนด์ EV จีนมาแรง แต่จุดแข็งของแบรนด์คือแตกต่างจากคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน
นอกจากนี้ ยังเพิ่มความพิเศษให้กับรุ่นประกอบไทย โดยลูกค้าชาวไทยจะได้สัมผัส Hyundai Bluelink Connected Car Services เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน
ทั้งนี้ The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทยนี้ได้เปิดตัวด้วยราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 1.699 ล้านบาท แต่ช่วงเปิดตัวจะอยู่ที่ 1.399 ล้านบาท จำนวนจำกัดเพียง 400 คันแรก
วัลลภ เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในไทยอีกว่า ก่อนหน้านี้บริษัท ได้ประกาศลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ครอบคลุมการจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในไทย
ขณะนี้ได้เริ่มเดินสายการผลิตรถ EV 100% แล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จึงพร้อมส่งมอบรถทันทีในเดือนนี้
โดยแผนดำเนินงาน เบื้องต้น วางกำลังการผลิตและขาย เฉลี่ย 100 คันต่อเดือน ซึ่งยอมรับว่าการเริ่มผลิตล่าช้ากว่าเล็กน้อย แต่ยังคงตั้งเป้ายอดขายรวม 2,800 คันในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 2,300 คันในปีก่อน
“บริษัทพร้อมวางแผนใช้ไทยเป็นฐานการผลิตแบบ SKD โดยโรงงานตั้งอยู่ที่บางปู จ.สมุทรปราการ ซึ่งร่วมกับธนบุรีประกอบรถยนต์เป็นผู้ดำเนินการผลิต IONIQ 5 เป็นรุ่นแรก”
ทั้งนี้ IONIQ 5 ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการ EV 3.5 โดยนำเข้ามาราว 400 คัน ดังนั้น บริษัทต้องผลิตคืน 800 คัน ตามมาตรการ
ส่วนแผนการส่งออก ออสเตรเลียเป็นตลาดที่น่าสนใจเพราะไทยก็ส่งออกไปออสเตรเลียเป็นหลักอยู่แล้ว จึงอยู่ระหว่างศึกษาแผนส่งออกไปยังออสเตรเลีย คาดว่าปลายปีนี้

นอกจากนี้ บริษัท มองว่า แนวโน้มตลาด EV ในช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้กลับมา
“ในช่วงที่ผ่านมา เหตุวิกฤตตะวันออกกลาง สะท้อนว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นแรงหนุนต่อความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้า แม้การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมจากผู้ผลิตจีนรุนแรงขึ้นก็ตามแต่บริษัทมั่นใจว่าตลาด EV พรีเมียมในไทยยังโดและมีโอกาสอีกมาก”
ด้านการผลิตแบตเตอรี่ บริษัท ระบุว่าเป็นการผลิตตามภาวะอุปสงค์และอุปทานของตลาด ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดยปัจจุบันใช้เทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่แบบโมดูลของฮุนได และมีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ระบบอัตโนมัติสูง ทำให้ใช้แรงงานไม่มาก
“ในปีนี้ฮุนไดเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เพิ่มเติมอีก 1 รุ่น และโรงงานแห่งนี้ถือเป็น ครั้งแรกที่มีการประกอบรถยนต์รุ่นดังกล่าวในประเทศไทย” วัลลภ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) 46% สูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำที่ 40% พร้อมมีศูนย์บริการ 25 แห่งทั่วประเทศ และเตรียมขยายเป็น 28 แห่งภายในสิ้นปี เพื่อรองรับบริการหลังการขาย โดยเฉพาะการดูแลแบตเตอรี่ที่กำลังทยอยเข้าสู่ระบบบริการในภาวะปกติ
สำหรับแผนระยะยาว บริษัทตั้งเป้าใช้ประเทศไทยเป็นฐานการส่งออกหลักของภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันฮุนไดมีโรงงานทั่วโลก 14 แห่ง สำหรับอาเซียน ไทยถือเป็นตลาดสำคัญของฮุนได
วัลลภ ทิ้งท้ายถึงมุมมองมาตรการภาครัฐว่า “หากประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นฐานการส่งออกรถยนต์และรักษาดีทรอยต์ต่อไปได้ ตลาดในประเทศต้องมีความแข็งแกร่ง และยอดขายรถยนต์รวมต้องเติบโตควบคู่กันไป”

