วันนี้ (29 มิถุนายน) ด้วยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง เนื่องในโอกาสครบ 170 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อ 2399 และต่อเนื่องการครบรอบ 340 ปี ของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศครั้งแรกเมื่อปี 2228 เมื่อปีที่ผ่านมา
เวลา 09.25 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี นำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเสนอกรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ มุ่งรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงาน ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
เอกนิติ ได้ฉายภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2570 โดยประเมินว่ามีแนวโน้มขยายตัวในระดับร้อยละ 1.7-2.7 (ค่ากลางร้อยละ 2.2) ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของการค้าโลกที่ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและบริการ ประกอบกับการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ประเทศยังคงต้องระวังความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5-1.5
ในด้านฐานะการคลังนั้น หนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 12.78 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.66 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ขณะที่ฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 341,018.2 ล้านบาท ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับแข็งแกร่งถึง 281,742.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับโครงสร้างงบประมาณปี 2570 รัฐบาลได้ประมาณการจัดเก็บรายได้สุทธิที่ 3,000,000 ล้านบาท (หลังหักจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) และจำเป็นต้องตั้งงบประมาณแบบขาดดุล โดยกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 788,000 ล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ รัฐบาลตระหนักถึงข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น จึงได้วางกรอบการดำเนินนโยบายระยะปานกลาง โดยตั้งเป้าหมายที่จะปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3.0 ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสภาพทางการคลังให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืน
ทั้งนี้ เพื่อประคับประคองประชาชนในวันนี้พร้อมกับวางรากฐานสู่อนาคต รัฐบาลได้ใช้หลักการจัดทำงบประมาณที่เรียกว่า ‘5T’ ประกอบด้วย:
- Target: ใช้งบประมาณตรงเป้า ตรงกลุ่ม ตรงปัญหา
- Transparent: สะท้อนภาระค่าใช้จ่ายจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้
- Transition: ช่วยประเทศข้ามผ่านวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ
- Transformation: ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในคน ดิจิทัล และ AI
- Together: ดึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งงบประมาณ รัฐวิสาหกิจ กองทุน TFFIF และ PPP
นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนนโยบายหลัก 5 ด้านผ่านแคมเปญ “พลัส (Plus)” อาทิ คนตัวเล็ก พลัส (ลดภาระเพิ่มกำลังซื้อ), การลงทุน พลัส (ดึงเม็ดเงินอุตสาหกรรมใหม่), การศึกษาเท่าเทียม พลัส, สูงวัย พลัส, เศรษฐกิจสีเขียว พลัส และ AI พลัส เป็นต้น
ในส่วนของการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ 6 ด้าน รัฐบาลได้เทน้ำหนักเม็ดเงินส่วนใหญ่ไปที่การแก้ไขปัญหาสังคม การศึกษา และการบริหารจัดการภาครัฐ ดังนี้:
- ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (960,916.6 ล้านบาท หรือ 25.4%) เป็นยุทธศาสตร์ที่ได้รับงบประมาณสูงสุด มุ่งเน้นการจัดสวัสดิการพื้นฐาน บริการสาธารณสุข และการลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นกว่า 3.9 แสนล้านบาท การสนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 12.49 ล้านคน เบี้ยคนพิการ รวมถึงเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การสร้างหลักประกันสังคม และการแก้ปัญหาหนี้สินและที่ดินทำกิน
- ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ (676,320.2 ล้านบาท หรือ 17.9%) มุ่งสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Cloud First) การบูรณาการข้อมูลภาครัฐ และการต่อต้านการทุจริต โดยตั้งเป้าดันดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ให้อยู่ในอันดับ 1 ใน 43 ของโลก
- ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (611,194.5 ล้านบาท หรือ 16.1%) สานต่อนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) คืนครูให้นักเรียนกว่า 69,490 คน ผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ EV รวมถึงพัฒนาระบบสาธารณสุข เพิ่มอาสาพยาบาลชุมชนและแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล
- ด้านความมั่นคง (407,165.1 ล้านบาท หรือ 10.7%) เพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ รักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ปราบปรามยาเสพติดอย่างครบวงจร ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ
- ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (348,427.4 ล้านบาท หรือ 9.2%) ทุ่มงบกว่า 2 แสนล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมโลจิสติกส์ ทั้งทางถนน ราง น้ำ และอากาศ (พัฒนาท่าอากาศยาน 26 แห่ง) รวมถึงสนับสนุนการเกษตรสร้างมูลค่า พัฒนาเมืองอัจฉริยะ และดึงดูดการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
- ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (137,507.8 ล้านบาท หรือ 3.6%) เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 88.6 ล้านตัน บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ (งบกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท) รวมถึงการจัดการมลพิษทางอากาศและ PM 2.5 อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม หากจำแนกตามกลุ่มงบประมาณ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประกอบด้วย งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 1,342,836.3 ล้านบาท, งบกลาง 693,880.0 ล้านบาท (คิดเป็น 18.3%), งบรายจ่ายบุคลากร 852,671.2 ล้านบาท, งบเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท โดยภาพรวม สัดส่วนรายจ่ายลงทุนของประเทศในปีนี้อยู่ที่ 789,171.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.8 ของวงเงินงบประมาณรวม
เอกนิติ กล่าวย้ำในตอนท้ายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า “รัฐบาลจะบริหารงบประมาณรายจ่ายนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด จะใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรม”


