×

ทำไม ‘ซูเปอร์เอลนีโญ-คลื่นความร้อน’ จึงน่ากลัวขึ้นสำหรับทุกคน มองสัญญาณเตือนจากวิกฤตโลกเดือด

26.06.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เช่น คลื่นความร้อนและภัยแล้ง

โลกกำลังเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คลื่นความร้อน (Heatwave) ที่แผ่ปกคลุมหลายประเทศในยุโรป อุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่ทำสถิติสูงสุด มหาสมุทรที่ร้อนผิดปกติ ไปจนถึงความเป็นไปได้ของการกลับมาของ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño)

 

 
 

แม้เหตุการณ์เหล่านี้จะดูเหมือนเป็นปรากฏการณ์คนละเรื่อง แต่แท้จริง ล้วนเชื่อมโยงกันด้วย ‘ภาวะโลกเดือด’ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งกำลังทำให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นอยู่แล้ว มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เกิดถี่ขึ้น และสร้างผลกระทบมากกว่าในอดีต

 

THE STANDARD พูดคุยกับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อชวนถอดรหัสว่า โลกกำลังเผชิญอะไรอยู่ ซูเปอร์เอลนีโญและคลื่นความร้อนเกี่ยวข้องกันอย่างไร เหตุใดนักวิทยาศาสตร์จึงจับตาปรากฏการณ์ทั้งสองเป็นพิเศษ และประเทศไทยควรเตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างไร

 

ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ต่างจากเอลนีโญปกติอย่างไร

 

ผศ.ดร.ธรณ์เริ่มอธิบายว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทร โดยทั่วไปแล้ว ระบบนี้จะหมุนเวียนอยู่ 3 ภาวะหลัก ได้แก่ ภาวะปกติ เอลนีโญ และลานีญา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ใช้ ‘อุณหภูมิผิวน้ำทะเล’ เป็นตัวชี้วัดหลัก

 

กล่าวคือ หากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 0.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายเดือน จะถือว่าเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ แต่หากต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 0.5 องศาเซลเซียส ก็จะเข้าสู่ภาวะลานีญา ส่วนในช่วงที่อุณหภูมิอยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยคือภาวะปกติ

 

ส่วนซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) คือเอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษ หรือภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส เช่น 2.1-2.5 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่านั้น ถือเป็นระดับที่ผิดปกติและเกิดขึ้นไม่บ่อย

 

อาจารย์ระบุว่า นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล ปรากฏการณ์ระดับซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งในประวัติศาสตร์ พร้อมยกตัวอย่างว่า ช่วงเอลนีโญรุนแรงในปี 2566-2567 ทำให้ประเทศไทยเผชิญอากาศร้อนจัดและภัยแล้งอย่างหนัก

 

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ธรณ์อธิบายว่า ประเทศไทยอยู่ในเขตที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ เพราะอยู่ริมขอบมหาสมุทรแปซิฟิก แม้อาจไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงเท่าอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ เนื่องจากไทยยังได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทรอินเดียบางส่วน แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้

 

อาจารย์อธิบายว่า คลื่นพลังงานความร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิกจะค่อยๆ เคลื่อนเข้ามา แต่ไม่ได้เกิดขึ้นแล้วส่งผลทันทีต่อไทย ผลกระทบจึงมักมีความล่าช้า โดยช่วงที่ความร้อนเข้ามาถึงไทยอาจตรงกับฤดูร้อน ฤดูแล้ง ฤดูไฟป่า และฤดูฝุ่นพอดี ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้นในเวลาดังกล่าว

 

ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ ‘คลื่นความร้อน’

 

ขณะที่คลื่นความร้อนหรือโดมความร้อน (Heat Dome) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในชั้นบรรยากาศ และไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากเอลนีโญ โดย ผศ.ดร.ธรณ์อธิบายว่า ในกรณีของยุโรป เกิดจากความแปรปรวนของ ‘กระแสลมกรด’ (Jet Stream) หรือกระแสลมแรงที่ไหลวนรอบขั้วโลกเหนือ

 

เมื่อโลกร้อนขึ้น กระแสลมกรดอาจเกิดความแปรปรวน จนนำไปสู่รูปแบบที่เรียกว่า Omega Block หรือรูปแบบการไหลเวียนของอากาศที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษรโอเมก้า ทำให้เกิดพื้นที่ความกดอากาศสูงปกคลุมเหมือน ‘โดม’ หรือ ‘กระเปาะ’ ที่กักความร้อนไว้ในบริเวณหนึ่ง

 

ภายใต้สภาวะดังกล่าว เมฆจึงไม่สามารถเข้ามาปกคลุมพื้นที่ได้ แสงแดดจึงส่องลงมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความร้อนก็ระบายออกไปได้ยาก ทำให้อุณหภูมิสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นคลื่นความร้อนรุนแรง

 

ผศ.ดร.ธรณ์ยังมองไปอีกว่า หากยุโรปโชคร้าย ก็อาจจะมีลมร้อนจากทะเลทรายซาฮาราเข้ามาพัดซ้ำเติม ยิ่งจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมักเป็นยุโรปตอนใต้และยุโรปตะวันตก เช่น สเปน โปรตุเกส อิตาลี และฝรั่งเศส รวมถึงบางส่วนของยุโรปกลาง

 

ผลกระทบที่มองข้ามไม่ได้ ทำไมคนไทยต้องสนใจซูเปอร์เอลนีโญ

 

สำหรับประเด็นซูปเปอร์เอลนีโญ อาจารย์ชี้ว่า คนไทยไม่ควรมองว่า ประเทศไทยร้อนอยู่แล้ว เพราะความร้อนปกติกับความร้อนสุดขั้วไม่ใช่เรื่องเดียวกัน โดยยกตัวอย่างช่วงปี 2566-2567 ว่า เป็นช่วงที่ไทยเผชิญความร้อนรุนแรงมากอยู่แล้ว แต่หากเอลนีโญครั้งใหม่รุนแรงกว่ารอบก่อน ผลกระทบก็อาจรุนแรงกว่าเดิม ทั้งอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง ไฟป่า ฝุ่น และผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะเมื่อน้ำทะเลร้อนขึ้น

 

ผศ.ดร.ธรณ์ขยายความว่า ทุกครั้งที่เกิดเอลนีโญรุนแรง มักเกิดน้ำทะเลร้อนจัด ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อปะการัง หญ้าทะเล แพลงก์ตอน และสัตว์น้ำ เช่น ในปี 2567 ปะการังในอ่าวไทยเกิดภาวะฟอกขาวรุนแรง บางพื้นที่มีปะการังฟอกขาวถึง 80-90% แม้บางส่วนจะฟื้นกลับมาได้ แต่ก็ไม่ได้กลับมาแข็งแรงเต็มร้อย เปรียบเหมือน ‘คนป่วยหนัก’ ที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังต้องรักษาตัวต่อเนื่อง

 

จากสภาวะดังกล่าว หากปะการังที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ต้องเจอน้ำทะเลร้อนซ้ำอีกครั้ง ก็อาจทำให้ระบบนิเวศยิ่งโทรมลง โดยเฉพาะปะการังน้ำตื้นในอ่าวไทย ส่วนฝั่งอันดามันก็เริ่มมีรายงานว่าน้ำทะเลร้อนกว่าปกติ และเริ่มพบปะการังบางส่วนอยู่ในสภาพโทรมหรือฟอกขาวเล็กน้อยแล้ว

 

นอกจากนี้ หญ้าทะเลก็เสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลร้อนเช่นกัน โดยอาจารย์ระบุว่า น้ำร้อนจัดอาจทำให้หญ้าทะเลเน่าและตายเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่แพลงก์ตอนบลูม หรือการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนผิดปกติ ก็อาจเกิดขึ้นได้มากขึ้นในภาวะน้ำทะเลร้อน

 

ขณะเดียวกัน ผลกระทบยังลามไปถึงสัตว์น้ำ เพราะเมื่อน้ำทะเลร้อน สัตว์น้ำจำนวนมากจะว่ายหนีออกไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะจับสัตว์น้ำได้น้อยลง หรือไม่สามารถออกไปจับปลาได้ไกลพอ

 

โลกเดือด: จุดเชื่อมของซูเปอร์เอลนีโญและคลื่นความร้อน

 

ผศ.ดร.ธรณ์มองว่า แม้กลไกการเกิดของซูเปอร์เอลนีโญและคลื่นความร้อนจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทั้งสองปรากฏการณ์เข้าด้วยกันคือ ‘ภาวะโลกเดือด’ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

อาจารย์อธิบายว่า เมื่อโลกร้อนขึ้นจากการสะสมก๊าซเรือนกระจก ทั้งมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศก็มีพลังงานความร้อนมากกว่าเดิม ส่งผลให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นอยู่แล้ว มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและสร้างผลกระทบมากกว่าในอดีต

 

“มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งหลายทั้งปวงมันแปรปรวนเพราะว่าโลกร้อน”

 

อาจารย์อธิบายต่อว่า ปกติแล้ว มหาสมุทรทำหน้าที่ดูดซับพลังงานความร้อนส่วนใหญ่ของโลก เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ก็จึงเกิดคลื่นความร้อนในทะเล (Marine Heatwave) ซึ่งหากเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเอลนีโญ ก็จะยิ่งหนุนให้เอลนีโญรุนแรงขึ้น และเพิ่มโอกาสที่จะพัฒนาเป็นซูเปอร์เอลนีโญ

 

เมื่อพูดถึงอุณหภูมิโลก อาจารย์มองว่า โลกมีแนวโน้มจะขยับจาก 1.5 องศาเซลเซียส ไปสู่ 2 องศาเซลเซียสในอนาคต แม้จะยังไม่มีใครระบุได้อย่างแน่ชัดว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใด เนื่องจากการคาดการณ์ทั้งหมดอาศัยแบบจำลอง (Scenario) ซึ่งเป็นเพียงการประเมินภายใต้สมมติฐานต่างๆ ไม่ใช่คำทำนายที่แน่นอน

 

แต่อาจารย์ยกตัวอย่างว่า ในอดีต หลายฝ่ายเคยประเมินว่าโลกจะใช้เวลานานกว่านี้กว่าจะเข้าใกล้ระดับ 1.5 องศาเซลเซียส แต่ความเป็นจริงกลับเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจดำเนินไปเร็วกว่าการคาดการณ์

 

สำหรับผลกระทบ หากโลกอุ่นขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส อาจารย์มองว่า ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วจะมีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงกว่าเดิม เช่น ซูเปอร์เอลนีโญ ที่เคยเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง อาจเกิดถี่ขึ้นจนเหลือเพียงทุก 3-5 ปี

 

ผลที่น่ากังวลที่สุดคือ ระบบนิเวศ โดยเฉพาะระบบนิเวศทางทะเล อาจไม่มีเวลาฟื้นตัวจากความเสียหายที่เกิดขึ้น หากปะการังต้องเผชิญคลื่นความร้อนในทะเลหรือภาวะฟอกขาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเสียหายก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อาจารย์ยกตัวอย่างว่า หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป ปะการังทั่วโลกอาจเหลืออยู่เพียงส่วนน้อยภายในปี 2050 เนื่องจากไม่มีช่วงเวลามากพอให้ระบบนิเวศฟื้นตัวก่อนจะเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่

 

โลกร้อน รัฐไทยตื่นตัวมากแค่ไหน

 

ในมุมของ ผศ.ดร.ธรณ์ ไทยมีความตื่นตัวเรื่องโลกร้อนในมิติทางเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น การทำ MOU การออกนโยบายหรือกฎหมายเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวของภาคธุรกิจตามแรงกดดันจากการค้าโลก อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การส่งออก โรงงาน และกิจการขนาดใหญ่ มากกว่าการรับมือผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง

 

ในด้านภัยพิบัติ เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินบางรูปแบบ อาจารย์มองว่า ไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการรับมือมากขึ้น แต่หากพูดถึงแนวปะการัง ระบบนิเวศ ไฟป่า หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ไทยยังมีข้อมูลและความรู้ไม่เพียงพอ

 

อาจารย์มองว่า ประเด็นการล่มสลายของระบบนิเวศ (Ecosystem Collapse) และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) เป็นเรื่องรุนแรงมาก แต่คนทั่วไปอาจยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยง เพราะมักให้ความสำคัญกับรายได้หรือการทำมาหากิน หรือภัยพิบัติที่กระทบตัวเองโดยตรงก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง หากระบบนิเวศเสียหาย ผลกระทบจะย้อนกลับมาหาคน โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งและผู้ที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ

 

สำหรับคำถามว่าไทยควรทำอย่างไร ผศ.ดร.ธรณ์ชี้ว่า ทางการต้องให้ความสำคัญกับระบบนิเวศมากขึ้น โดยต้องมีข้อมูลติดตามดูแลการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง เพราะการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนเร็วจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบการทำงาน ใช้ข้อมูล นวัตกรรม และเทคนิคใหม่ๆ ไม่ใช่ยึดอยู่กับวิธีการเดิมที่ทำมาหลายสิบปี เพราะไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

 

อาจารย์ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันไทยเริ่มมีพัฒนาการบางส่วน เช่น การติดตั้งสถานีอัตโนมัติเพื่อติดตามคุณภาพน้ำ อุณหภูมิน้ำทะเล และความเสี่ยงของแพลงก์ตอนบลูม ซึ่งช่วยให้ติดตามสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น

 

แต่ระบบติดตามเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการติดตามแนวปะการังฟอกขาว หญ้าทะเล และระบบนิเวศอื่นๆ ซึ่งยังปรับตัวช้ามากเมื่อเทียบกับความเร็วของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

นอกจากนี้ อาจารย์ยังสะท้อนว่า วิกฤตโลกร้อนไม่ใช่ปัญหาที่สามารถฝากเป็นคำแนะนำสั้นๆ ได้เหมือนบางประเด็น เช่น การลดขยะทะเล หรือการเลิกกินหูฉลาม เพราะเป็นปัญหาระดับระบบที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

 

ผศ.ดร.ธรณ์สะท้อนว่า คนทั้งโลกรู้ดีว่าก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อน และรู้ดีว่าต้องรักษาป่าไม้และทะเล แต่โลกก็ยังเดินมาถึงจุดที่อุณหภูมิใกล้หรือเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้ แต่คือการเปลี่ยนแปลงจริงทำได้ยากมาก แม้ทั่วโลกจะมีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นกรอบความร่วมมือ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลายตามเป้าหมาย

 

สิ่งที่แต่ละคนทำได้ คือ ติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เตรียมตัวรับมือ ดูแลตัวเอง หรือพื้นที่ให้มากที่สุด พร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นบนโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกปี

 

แฟ้มภาพ: Quality Stock Arts / ShutterStock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising