ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง 8 เดือนติดต่อกัน โดยขาดดุล 5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์คาดส่งออกทั้งปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวในกรณีดีสุดที่ 8% จากแรงหนุนวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลง
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (25 มิถุนายน) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงภาวะการค้าของไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง 8 เดือนติดต่อกัน
โดยในเดือนพฤษภาคม 2569 มีการขาดดุลอยู่ที่ 5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอลงจากเดือนเมษายน 2569 ที่มีการขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ตลอด 5 เดือนแรกของปี มีการขาดดุลอยู่ที่ 25,209.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนการส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 ยังคงขยายตัว 10.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) คิดเป็นมูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 ติดต่อกัน หากหักรายการสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวที่ 8.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY)
ทำให้การส่งออก 5 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ 17.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 16.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY)
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนภาคการส่งออกยังคงเป็นความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนพื้นฐานด้าน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงปัจจัยเร่งจากการนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัวและความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ขณะที่การนำเข้าในเดือนพฤษภาคม 2569 ขยายตัว 35.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) มีมูลค่าอยู่ที่ 40,044.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอลงจากเดือนเมษายน 2569 ที่ขยายตัว 45% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) คิดเป็นมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์ โดยภาพรวมการนำเข้า 5 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 187,295.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY)
คาดส่งออกทั้งปีโตดีสุดที่ 8%
สำหรับแนวโน้มการส่งออกในปี 2569 สนค. คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวเข้าสู่กรณีดีที่สุด (Best Case) จากแรงหนุนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง รวมถึงอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่ยังมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง
ขณะที่มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ สนค. คาดว่าจะไม่รุนแรงไปกว่าที่ประเมินไว้ และเชื่อว่าผู้ส่งออกไทยสามารถปรับตัวรับมือได้ ทั้งนี้ สถานการณ์ภาพรวม ยังคงอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ จึงยังไม่มีการปรับประมาณการใหม่ในขณะนี้
โดย สนค. ได้มีการคาดการณ์แนวโน้มการส่งออกไว้ 3 กรณี ดังนี้
กรณีดีที่สุด (Best Case) การส่งออกขยายตัวที่ 8.0% คิดเป็นมูลค่า 366,805.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นมูลค่าการส่งออกที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
- อานิสงส์เร่งนำเข้า (Front-loading) จากมาตรา 122 ของสหรัฐฯ และความกังวลสงครามช่วงครึ่งปีแรก
- แรงหนุนวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น อุปสงค์AI/Data Center เติบโตแข็งแกร่งตลอดปี
สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยุติในไตรมาส 2 ช่วยให้ค่าระวางเรือทยอยกลับสู่ระดับปกติ - มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ใหม่ไม่รุนแรงกว่าคาด ช่วยชดเชยผลกระทบจากการ สิ้นสุดแรงส่งของ Front-loading ช่วงปลายปีค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
กรณีฐาน (Base Case) การส่งออกขยายตัวที่ 3.0% คิดเป็นมูลค่า 349,824.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- รักษาระดับการเติบโตไว้ได้ แม้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงยืดเยื้อ
- อุปสงค์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเติบโตแข็งแกร่ง ช่วยดูดซับความผันผวนและพยุงการส่งออกภาพรวม
- เผชิญแรงกดดันหลังหมดแรงส่งจากการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า
- ผู้นำเข้าชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอความชัดเจนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ
กรณีต่ำที่สุด (Worst Case) การส่งออกขยายตัวติดลบ 3.0% คิดเป็นมูลค่า 329,446.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- เจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านไม่บรรลุข้อตกลง ภูมิรัฐศาสตร์กลับมาตึงเครียด ดัน ต้นทุนค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น
- มาตรการกีดกันทางการค้าและกำแพงภาษีสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างครอบคลุมสินค้าหลายรายการ
- การลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีและวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์เริ่มชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง
- ทิศทางเงินบาทแข็งค่า เป็นปัจจัยซ้ำเติมและบั่นทอนภาคการส่งออกในทุกมิติ

