บทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศอย่าง CNA เปิดเหตุผลสำคัญถึงประเด็นที่ว่า ทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา’ (OECD) โดยชี้ให้เห็นว่า การเสนอตัวในครั้งนี้เป็นมากกว่าการแสวงหาการยอมรับเพื่อเข้าร่วมกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำ แต่เป็นความพยายามที่จะใช้มาตรฐานระดับโลกมาเป็น ‘ตัวเร่ง’ บังคับให้เกิดการปฏิรูปประเทศเชิงโครงสร้าง ที่ไทยพยายามแก้ไขมาอย่างยาวนาน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัว
ประเด็นสำคัญ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ แรงกดดันจากการแข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาคอาเซียน หรือที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า ‘ความกลัวที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ โดยเฉพาะเมื่อประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาไปก่อนหน้านี้แล้ว สิ่งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงกฎระเบียบ สร้างความโปร่งใส และยกระดับมาตรฐานประเทศให้ทันสมัย เพื่อก้าวให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และรักษาความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
การผลักดันของรัฐบาลไทย
ในช่วงปลายปี 2023 รัฐบาลใหม่ของไทยนำโดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้เดินหน้าดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศและริเริ่มความพยายามที่จะแก้ไขระบบเศรษฐกิจของไทยผ่านการเสนอตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าที่คอยกำหนดมาตรฐานนโยบายระดับโลก
โดยประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศผู้สมัคร (Accession Country) ของ OECD ในเดือนมิถุนายน 2024 และเริ่มต้นกระบวนการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ (Accession Kick-off) ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานด้านกฎหมายและเศรษฐกิจของไทยอย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจุบันการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD กลายเป็นวาระสำคัญลำดับต้นๆ ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของไทยได้อนุมัติการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อดูแลกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก พร้อมตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการบรรลุผลสำเร็จภายในปี 2028 (ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า อาจใช้ระยะเวลายาวนานกว่านั้น)
นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเริ่มทำงานร่วมกับ OECD จากการเข้าร่วมโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ของ OECD ในปี 2000 จนถึงขณะนี้ ความร่วมมือกับ OECD ได้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าร่วมในองค์กรย่อยของ OECD แล้ว 10 แห่ง และภาคยานุวัติในตราสารทางกฎหมายของ OECD อีก 11 ฉบับ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกในสาขาหลักๆ เช่น การสำรวจภาวะเศรษฐกิจ การลงทุน การต่อต้านการทุจริต สถิติ การบริหารจัดการภาครัฐ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
รัฐบาลหวังว่า การเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับความทันสมัยของประเทศ ทั้งในด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริต และช่วยลบภาพลักษณ์เชิงลบของประเทศ
ทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก OECD ไทยได้อะไร
ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับ CNA โดยระบุว่า การสมัครเข้าร่วมองค์การระหว่างประเทศอย่าง OECD แสดงให้เห็นว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพยายามใช้มาตรฐานระดับโลก เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ดึงดูดการลงทุน และรักษาสถานะการปฏิรูปภายในประเทศ
ศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNA โดยระบุว่า แม้ว่าจะมีการพูดคุยเรื่องการปฏิรูปกฎระเบียบหลากหลายมิติในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ความคืบหน้าก็ ‘ยังมีจำกัด’
นอกเหนือจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือสูงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า ประเทศไทยกำลังพยายามใช้การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ครั้งนี้ เพื่อบังคับให้เกิดการปฏิรูปประเทศที่ไทยพยายามจะทำด้วยตนเองมาอย่างยาวนาน
รุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แสดงความเห็นกับ CNA โดยกล่าวว่า เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาในขั้นต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับรากฐานความสามารถในการแข่งขัน ไทยพยายามอย่างเต็มที่แต่ก็ยังคงติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง โดย ‘เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่’ ของไทยคือ หนึ่งในจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของประเทศ เมื่อคนงานและธุรกิจยังอยู่นอกระบบที่เป็นทางการ ก็จะยิ่งสร้างความท้าทายให้รัฐในการจัดเก็บภาษี ให้การคุ้มครองพวกเขา และจัดการกับปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงของไทยเป็นหนึ่งในหลายอาการที่บ่งชี้ถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ซึ่งผู้กำหนดนโยบายหวังว่า การปฏิรูปในรูปแบบและแนวทางของ OECD จะช่วยแก้ไขประเด็นเหล่านี้ได้
บทวิเคราะห์สื่อนอกนี้ยังอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยระบุว่า การเป็นสมาชิก OECD อาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยได้ร้อยละ 1.6 ในช่วง 5 ปีแรกของการเป็นสมาชิก
วีเบ็คก้า ลิสซานด์ เลียร์วาก ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในไทย (JFCCT) ให้ความเห็นผ่านบทวิเคราะห์ของ CNA ว่า การผลักดันเพื่อเข้าสู่ OECD ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ ประเทศไทยพร้อมที่จะแข่งขัน เราไม่ได้อยู่ในยุคการผลิตเมื่อ 40 ปี หรือ 50 ปีที่แล้ว การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD จะบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าประเทศไทยต้องการเข้าร่วม พวกเขาจะต้องทำการปฏิรูป จะต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ เช่น การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างแพร่หลาย
อาจารย์อาชนัน ยังเน้นย้ำว่า ประเทศไทยสามารถใช้กระบวนการของ OECD เพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยมีความจริงจังในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การเข้าเป็นสมาชิก OECD อาจช่วยสร้างความมั่นใจว่า การปฏิรูปนั้นเกิดขึ้นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะหากรัฐบาลล้มเหลวในการทำตามสัญญา ผลสะท้อนกลับก็อาจรุนแรงได้พอๆ กัน ซึ่งนั่นคือ ‘ดาบสองคม’
อาเซียนกับการสมัครเป็นสมาชิก OECD
อินโดนีเซีย เป็นเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังดำเนินการสมัครเพื่อขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD เช่นเดียวกัน โดยแผนงานของอินโดนีเซียได้รับการตอบรับจาก OECD ในเดือนพฤษภาคม 2024 หลังจากผ่านการหารือมานาน 3 เดือนในฐานะผู้สมัครประเทศแรกของอาเซียน
แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซียเคยกล่าวไว้ว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก การที่อินโดนีเซียเข้าเป็นสมาชิก OECD คาดว่าจะช่วยนำทางให้อินโดนีเซียผ่านความไม่แน่นอนหรือสภาพแวดล้อมแบบหลายขั้วอำนาจในปัจจุบันได้
ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า อินโดนีเซียได้บรรจุแผนการเข้าร่วม OECD เข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะกลางปี 2025 ถึง 2029 โดยมีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายให้เสร็จสิ้นการประเมินทางเทคนิคที่จำเป็นภายในทศวรรษนี้
อาจารย์อาชนันยังให้สัมภาษณ์กับ CNA ว่า ‘ความกลัวที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ เป็นปัจจัยสำคัญในระดับภูมิภาคที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวของรัฐบาลต่างๆ ในการยกระดับเศรษฐกิจของตน เนื่องจากการเป็นสมาชิก OECD มีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์มากกว่าการแข่งขันกันในเรื่องสิทธิประโยชน์ในการลงทุน
นอกจากไทยและอินโดนีเซียแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และเวียดนามก็แสดงความสนใจที่จะพิจารณาการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของเวียดนามอาจต่างออกไป โดย ชยันต์ เมนอน นักวิจัยอาวุโสสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์มองว่า เวียดนามยังคงดึงดูดการลงทุนหลักได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งนั่นอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (SOE) ที่ต้องใช้เวลาอีกนาน และต้องปฏิรูปอีกมาก เพื่อให้ได้เป็นสมาชิก
ท้ายที่สุดแล้ว การเสนอตัวเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการแข่งขันเพื่อไขว่คว้าโอกาส ท่ามกลางกระแสการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้เปรียบเสมือน ‘บททดสอบครั้งใหญ่’ ว่า ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายทางการเมืองและจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบและหนี้ครัวเรือน เพื่อผลักดันการปฏิรูปประเทศได้จริงหรือไม่
เพราะหากทำสำเร็จ สิ่งนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน แต่หากล้มเหลวในการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเวทีโลก ความพยายามนี้ก็อาจกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่ย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นได้เช่นกัน ดังนั้น ความสำเร็จที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยน ‘สัญญาณ’ ของความมุ่งมั่นในการปฏิรูป ให้กลายเป็น ‘การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง’ ซึ่งนักลงทุน ภาคธุรกิจ และประชาชนสามารถสัมผัสผลลัพธ์นั้นได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
แฟ้มภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.channelnewsasia.com/asia/thailand-indonesia-oecd-bids-reform-6189946
- https://www.oecd.org/en/countries/thailand.html
- https://www.nst.com.my/business/economy/2024/07/1079985/malaysia-also-considering-oecd-membership-says-tengku-zafrul#google_vignette
- https://en.vietnamplus.vn/pm-meets-with-oecd-secretary-general-in-davos-post308786.vnp
- https://inter.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2024/06/factsheet-TH2OECD-as-of-28-Aug-2024.pdf
- https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2022/08/%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD-OECD_draft-final_-06092022.pdf


