×

จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร

26.06.2026
  • LOADING...
สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีน

ในขณะนี้ จีนและกัมพูชามีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่แนบแน่นเป็นพิเศษ นอกจากจะมีผู้นำกัมพูชาเดินทางไปเยือนจีนอย่างต่อเนื่อง ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก็ได้เดินทางเยือนกัมพูชาแล้ว 2 ครั้ง (ปี 2016 และปี 2025) และสีจิ้นผิงมักจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็น ‘มิตรภาพที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า’ มีความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและ ‘ไม่สั่นคลอน’ (ขณะที่ สีจิ้นผิงเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับไทยดุจญาติมิตร โดยใช้คำว่า ‘Zhong Tai Yi Jia Qin’ จีนและไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน)

 

 
 

บทความนี้จะวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบว่า จีนคบไทยแบบไหน และจีนคบกัมพูชาแบบไหน มีวาระซ่อนเร้นอะไร และที่ผ่านมา สมเด็จฯ ฮุนเซนผู้นำตัวจริงของกัมพูชาได้ตอบสนอง ‘รับใช้’ ผลประโยชน์ของจีนอย่างไร

 

ประเด็นแรก จีนคบกัมพูชาแบบไหน

 

ภายใต้บริบทการเมืองกัมพูชาที่ฮุนเซนรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และตระกูลฮุนมีความพร้อมที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาคนี้ (โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้) จึงมีนักวิชาการวิเคราะห์ว่า จีนมีความสัมพันธ์กับกัมพูชาในฐานะ ‘Client State’ ในลักษณะผู้มีอำนาจกับผู้ใต้บังคับบัญชา (เจ้านายกับลูกน้อง) จีนต้องการพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากที่สุดในอาเซียน เพื่อใช้เป็น ‘ตัวตึง’ ในการส่งเสียงปกป้องผลประโยชน์ และ ‘รับใช้’ จีนในเวทีอาเซียน ดังเช่นบทบาทของฮุนเซนในปี 2012 ที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของจีนในประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ จนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Phnom Penh Incident

 

หากย้อนพิจารณาเหตุการณ์ Phnom Penh Incident ในปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงที่กัมพูชาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนและเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่กรุงพนมเปญ แต่กลับเกิดปัญหาจากกรณีที่ฟิลิปปินส์พยายามผลักดันให้ระบุถึงข้อพิพาทบริเวณ Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้ไว้ในแถลงการณ์ร่วมของอาเซียน อย่างไรก็ดี กัมพูชาในฐานะเจ้าภาพได้ใช้สิทธิคัดค้านและตัดประเด็นดังกล่าวออกจากร่างแถลงการณ์ร่วม ส่งผลให้การประชุมครั้งนั้น อาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้เป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร

 

หลังจากเหตุการณ์ในปี 2012 พฤติกรรมปกป้องจีนของกัมพูชา ทำให้ถูกตีตราจากนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศว่าเป็น ‘Client State’ หรือรัฐตัวแทนของจีนในอาเซียน (ทั้งนี้ ในภายหลัง ยังมีรายงานทางการทูตพบว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้ส่ง ‘ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน’ ไปให้สถานทูตจีนตรวจสอบก่อนล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีข้อความใดที่ทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ) บทบาทของกัมพูชาในการปกป้องจีนในครั้งนั้น ได้สร้างจุดด่างพร้อยครั้งสำคัญที่บั่นทอนความเป็น ASEAN Unity ของภูมิภาคนี้

 

ประเด็นที่สอง ฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว บทบาทของฮุนเซน (ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในขณะนั้น) ในการปกป้องและ ‘รับใช้’ จีน ทั้งๆ ที่ในฐานะประธานอาเซียน กัมพูชาควรจะมีความเป็นกลางและส่งเสริมฉันทามติของสมาชิก แต่ฮุนเซนกลับใช้อำนาจเจ้าภาพตัดประเด็นทะเลจีนใต้ออกจากแถลงการณ์ร่วม โดยอ้างว่า Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้เป็นเรื่องสองประเทศ (จีน-ฟิลิปปินส์) ไม่ควรนำเข้ามาระบุในแถลงการณ์ร่วมฯ ท่าทีของฮุนเซนดังกล่าวจึงถูกตีความว่า เป็นการช่วยจีนลดแรงกดดันจากอาเซียน และทำให้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนเกิดรอยร้าวครั้งสำคัญ

 

ในช่วงเวลานั้น ฝ่ายจีนอัดฉีดเงินกู้ และเงินช่วยเหลือมหาศาลให้กัมพูชา รวมทั้งทุ่มงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และเป็นผู้บริจาครายใหญ่สุดให้กับกองทัพกัมพูชา จึงชัดเจนว่า แรงจูงใจสำคัญของฮุนเซนในการปกป้องจีน คือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ฮุนเซนมักจะกล่าวยกย่องจีนว่าเป็น ‘เพื่อนแท้’ ที่ให้การช่วยเหลือกัมพูชา โดยไม่ตั้งเงื่อนไขมากมายเหมือนความช่วยเหลือของประเทศตะวันตกที่มักจะผูกเงื่อนไขด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือธรรมาภิบาล ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า การกระทำของฮุนเซนในการประชุมดังกล่าว คือการตอบแทนบุญคุณจีน ในฐานะ ‘พันธมิตรที่ภักดีต่อจีน’ เพื่อปกป้องแหล่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ผูกติดกับจีนอย่างแนบแน่น

 

ประเด็นที่สาม ทำไมจีนเลือกใช้กัมพูชา

 

จีนเลือกใช้กัมพูชาเป็น ‘เสียงของจีน’ ในอาเซียน เพราะควบคุมได้ง่าย ใช้ต้นทุนต่ำ และให้ผลตอบแทนทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้

 

1) กัมพูชาควบคุมง่าย ดีลได้ง่าย

 

กัมพูชาเป็นประเทศขนาดเล็ก เศรษฐกิจยากไร้ ยังต้องพึ่งพาทุนและความช่วยเหลือจากต่างประเทศ จีนจึงใช้ต้นทุนไม่มาก แต่สามารถสร้างอิทธิพลได้ง่าย อีกทั้งระบบการเมืองแบบรวบอำนาจของกัมพูชา ทำให้มีเสถียรภาพและ ‘คาดการณ์ได้’ ตระกูลฮุนครองอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จในกัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคของฮุนเซนและต่อเนื่องมาถึงฮุนมาเนต จีนจึงมองว่ารัฐบาลกัมพูชามีศูนย์อำนาจที่ชัดเจนและสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว การเจรจาทำดีลได้ง่าย

 

ในมุมมองของจีน กัมพูชาจึงควบคุมได้ง่ายกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในอาเซียน เช่น ประเทศไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย การเมืองไร้เสถียรภาพ นโยบายมีความผันผวน เสียงประชาชนมีผลต่อการเมือง จึงดีลได้ยากกว่า

 

2) จุดยืนของกัมพูชา ‘ไม่ต่อต้านจีน’ และพร้อมสนับสนุนจีนในทุกรูปแบบ

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนหลักการ ‘จีนเดียว’ อย่างชัดเจน และไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์จีนในประเด็นอ่อนไหวใดๆ รวมทั้งในหลายครั้ง กัมพูชายังมีบทบาทช่วยลดแรงกดดันต่อจีนในอาเซียน ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจีน เนื่องจากอาเซียนใช้ ‘หลักฉันทามติ’ หากมีเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งให้การสนับสนุนจีน ก็สามารถช่วยปกป้องผลประโยชน์ของจีนในเวทีอาเซียนได้ โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้

 

นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของกัมพูชาอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทะเลจีนใต้-อ่าวไทย แม้กัมพูชาจะไม่ใช่มหาอำนาจทางทะเล แต่มีความสำคัญเชิงที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือหลัก และที่สำคัญ กัมพูชายอมให้เรือรบจีนเข้ามาจอดเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ในลักษณะการให้สิทธิเข้าถึงแบบ Preferential & Exclusive Access โดยใช้ชื่อความร่วมมือว่า ‘Cambodia-China Joint Logistics and Training Center’ (เพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญของกัมพูชาที่ระบุว่า ห้ามตั้งฐานทัพต่างชาติบนแผ่นดินกัมพูชา และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาทางกฎหมายระหว่างประเทศ)

 

ทั้งนี้ จีนยังได้ลงทุนก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ยาวกว่า 650 เมตรที่ฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นสำหรับเรือรบทั่วไป แต่เป็นขนาดใหญ่พอที่จะพร้อมรองรับการจอดเทียบท่าของเรือขนาดใหญ่อย่าง ‘เรือบรรทุกเครื่องบินของจีน’ ดังนั้น กัมพูชาสามารถตอบสนองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน ช่วยให้กองทัพเรือจีนมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการทอดสมอและซ่อมบำรุงเรือรบ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากช่องแคบมะละกา

 

สำหรับฝ่ายกัมพูชา ก็ย่อมจะคาดหวังการสนับสนุนทางการทหารจากจีน โดยยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาใช้งานฐานทัพเรือเรียม เพื่อแลกกับการขอรับความช่วยเหลือทางการทหารในรูปแบบต่างๆ จากจีน เพื่อมาช่วยพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหารของกองทัพกัมพูชา ในบริบทของความขัดแย้งและข้อพิพาทพรมแดนกับประเทศไทยที่ยังคงยืดเยื้อ มีโอกาสที่จะเกิดการสู้รบกันอีกครั้ง

 

3) กัมพูชาตอบสนองผลประโยชน์จีนในทางเศรษฐกิจ

 

ในด้านเศรษฐกิจอนุภูมิภาค กัมพูชามีความสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของลุ่มแม่น้ำโขงและกลุ่ม CLMV รวมทั้งเป็นพื้นที่รองรับโครงการ Belt and Road Initiative :BRI ของจีน

 

นอกจากนี้ กัมพูชาเปิดรับทุนจีนอย่างเต็มที่แบบไร้ข้อจำกัด (หรือมีข้อจำกัดน้อยมาก) ฮุนเซนต้องการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงเน้นปริมาณโดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพ และมีมาตรการกำกับดูแลที่หละหลวมไม่เข้มงวด ส่งผลให้ทุนจีนหลากหลายกลุ่มเข้าไปลงทุนในกัมพูชาได้โดยง่าย โดยเฉพาะกลุ่ม ‘ทุนจีนสีเทา’ จำนวนมากเข้าไปตักตวงแสวงหาประโยชน์ในกัมพูชาได้อย่างสะดวก สามารถใช้เงินสร้างสายสัมพันธ์กับเครือข่ายชนชั้นนำทางการเมืองในกัมพูชา ทำให้กัมพูชากลายเป็นแหล่งสแกมเมอร์ที่เป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลก

 

ประเด็นสุดท้าย จีนคบกับไทยแบบไหน

 

ในมุมมองจีน การเจรจาและดำเนินความสัมพันธ์กับไทยมีความซับซ้อนมากกว่ากัมพูชา เพราะประเทศไทยไม่ใช่กัมพูชา จีนจะมาควบคุมหรือสั่งการไทยไม่ได้ การดีลกับไทยยากกว่ากัมพูชา อีกทั้งไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต (Major Non-NATO Ally) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางการทหารกับสหรัฐฯ ที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายต่างประเทศที่เน้นรักษาสมดุล และไม่ได้เอนเอียงไปทางจีนอย่างเต็มตัวเหมือนกัมพูชา

 

ที่สำคัญ ไทยเป็น ‘ประเทศแกนกลางของอาเซียน’ ที่จีนจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ดี ท่าทีและอำนาจต่อรองของไทยมีน้ำหนักมากกว่ากัมพูชาในเชิงยุทธศาสตร์ ดังนั้น จีนจึงมองไทยในฐานะ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์และพันธมิตรทางเศรษฐกิจ’ รวมทั้งไทยมีจุดแข็ง ทั้งด้านขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน ทำเลที่ตั้ง การเชื่อมโยงภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐาน และมีบทบาทโดดเด่นในภูมิภาค

 

ในมิติเศรษฐกิจ จีนจึงต้องการใช้ไทยเป็น“ฐานการผลิต”ของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า EV บริษัทชั้นนำของจีนอย่าง BYD, GWM และ Chang An จึงเลือกไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญในภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเพื่อใช้เป็นแค่แหล่งลงทุนในลักษณะ Low Tech หรือลงทุนโดยหวังผลระยะสั้น ในแบบที่ทุนจีนส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา

 

โดยสรุป จีนมองไทยด้วยสายตาและมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างจากกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบกับกัมพูชาซึ่งจีนมองเป็น ‘รัฐในอุปถัมภ์ที่สั่งการและควบคุมได้’ จีนไม่ได้มองไทยเป็นลูกน้อง หากแต่มองไทยเป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ ที่สำคัญในอาเซียน

 

อาจจะเปรียบเทียบด้วยภาษาเข้าใจง่ายว่า จีนเลือกคบกับกัมพูชาในลักษณะ ‘เลี้ยงต้อย’ โดยใช้ต้นทุนไม่สูงมากก็สามารถสร้างอิทธิพลได้ง่าย และพร้อมตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างมาก กัมพูชายอมเป็น ‘เสียงสนับสนุนจีน’ ในอาเซียน ซึ่งมีมูลค่าสูงทางการเมืองสำหรับจีน พูดง่ายๆ ในภาษาเชิงธุรกิจ กัมพูชาคือประเทศที่ ‘ต้นทุนต่ำ แต่ให้ yield ทางภูมิรัฐศาสตร์สูง’ สำหรับจีนนั่นเอง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising