อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมด้วย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจการร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ที่เมืองคาซาน รัสเซีย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 35 ปี ตามคำเชิญของวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค ‘หลายขั้วอำนาจ’ (Multipolar System)
ประเด็นสำคัญ
THE STANDARD สัมภาษณ์ ผศ.ดร.จิราพร ร่วมพงษ์พัฒนะ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียศึกษา และ พงศ์พล ชื่นเจริญ คอลัมนิสต์ด้านการเมืองยูเรเซีย และล่ามอิสระ ถึงนัยที่ซ่อนอยู่ในการประชุมครั้งนี้ โอกาสของไทยในความสัมพันธ์กับรัสเซียและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย รวมถึงแนวโน้มของสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อจากนี้
ทำไมต้อง ‘คาซาน’ เมืองนี้สำคัญอย่างไร
ผศ.ดร.จิราพร ระบุว่า คาซานตั้งอยู่ระหว่างยุโรปและเอเชีย รัสเซียใช้เมืองนี้เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความเป็น ‘รัฐพหุวัฒนธรรม’ ที่มีความหลากหลาย เพื่อประกาศว่ารัสเซียไม่ได้มีแค่ความเป็นตะวันตก หรือยุโรปเพียงอย่างเดียว
สอดคล้องกับความเห็นของ พงศ์พล ที่ระบุว่า คาซานเป็น ‘จุดแบ่งพรมแดนเชิงวัฒนธรรม’ ที่เป็นส่วนผสมระหว่างยุโรปและเอเชีย ทำให้รัสเซียมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อีกทั้งยังเป็น ‘ประตูสู่เอเชีย’ ของรัสเซีย ในอดีตการที่รัสเซียเข้าครอบครองเมืองคาซาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายดินแดนไปทางตะวันออกจนกลายเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก
นอกจากนี้ อาจารย์จิราพรยังมองว่า การจัดประชุมกลุ่ม BRICS 2024 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซียในครั้งนี้ที่เมืองคาซาน ซึ่งมีรากฐานภาษาและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาหรับ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัสเซียสามารถเป็นสะพานเชื่อมกับตะวันออกกลางและเอเชียได้ ทั้งยังเป็นการปฏิเสธระเบียบโลกแบบตะวันตก และสะท้อนภาพระเบียบโลกแบบ ‘หลายขั้ว’ (Multipolar System) รวมถึงแสดงให้เห็นว่ารัสเซียยังคงมีบทบาทสำคัญ และเป็นศูนย์กลางอำนาจอีกขั้วหนึ่งบนเวทีโลก
ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ทั้งสองฝ่ายต้องการอะไร
พงศ์พลมองว่า นับตั้งแต่รัสเซียโดนชาติตะวันตกคว่ำบาตรจากวิกฤตไครเมียในปี 2014 เป็นต้นมา ทำให้รัสเซียมีความจำเป็นและให้ความสำคัญกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะอาเซียนมากขึ้น ขณะที่ อาจารย์จิราพรกล่าวเสริมว่า ท่ามกลางการถูกคว่ำบาตรจากโลกตะวันตก รัสเซียต้องการใช้เวทีเหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตนยังมีพันธมิตรที่พร้อมเจรจาด้วย
ทั้งสองคนยังมีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า อาเซียนต้องการรักษา ‘ความเป็นอิสระในทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Autonomy) อาเซียนไม่ต้องการถูกบีบให้เลือกข้าง และมองรัสเซียเป็น ‘มหาอำนาจทางเลือก’ เพื่อใช้รักษาสมดุลกับมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนในโลกหลายขั้ว
นอกจากนี้อาเซียนยังต้องการผลประโยชน์ด้านความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร โดยรัสเซียมีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลที่ควบคุมได้เองเบ็ดเสร็จ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทำให้สามารถเป็นแหล่งซัพพลายพลังงานที่มีเสถียรภาพและราคาเป็นมิตรให้กับอาเซียนได้ ซึ่งขณะนี้หลายประเทศสมาชิกอาเซียนได้ยกระดับความร่วมมือกับรัสเซียเรียบร้อยแล้ว และสั่งซื้อพลังงานจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาคมโลกเผชิญวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมยกให้ผลประโยชน์แห่งชาติของตนอยู่เหนือประเด็นที่รัสเซียถูกตะวันตกคว่ำบาตร
โอกาสของไทยในตลาดรัสเซีย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย มีมากน้อยแค่ไหน
พงศ์พลกล่าวว่า สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เป็นกลุ่มเศรษฐกิจอดีตสหภาพโซเวียต โดยมีรัสเซียเป็นแกนกลาง ครอบคลุมประชากรมากกว่า 200 ล้านคน โดย อาจารย์จิราพร มองว่า กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจนี้มีความน่าสนใจมาก แต่ไทยกลับดำเนินการทำข้อตกลง (FTA) ล่าช้ากว่าเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และเวียดนามที่นำหน้าไปแล้ว
อาจารย์จิราพร มองว่า ไทยมีโอกาสมหาศาลในการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มประเทศ EAEU ขาดแคลนและเรามีความชำนาญมากกว่า ไทยจึง “ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นผู้เติมเต็ม”
อาจารย์ยังเน้นย้ำว่า จากการที่รัสเซียโดนคว่ำบาตร อุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ทำให้ธุรกิจไทย-รัสเซียสะดุดคือ เรื่อง ‘ระบบการชำระเงิน’ (Payment System) นักท่องเที่ยว นักลงทุนและภาคเอกชนรัสเซียไม่สามารถใช้ระบบชำระเงินสากลของตะวันตกในไทยได้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม สปป.ลาว และเมียนมา ชิงความได้เปรียบ ด้วยการแก้ปัญหานี้โดยการสร้างระบบชำระเงินร่วมกับรัสเซียโดยตรง เช่น ระบบ MIR ทำให้ประเทศเหล่านี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือภาคเอกชนรัสเซียได้มากกว่าไทย
รัฐบาลควรเร่งอนุมัติและรับรองระบบการชำระเงินร่วมกับรัสเซีย เพราะนี่คือ ‘หัวใจสำคัญ’ ที่จะปลดล็อกเม็ดเงินมหาศาลให้ไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจไทย
นอกจากนี้ พงศ์พลยังเสนอแนะกลยุทธ์ทางลัดในการเจาะตลาดรัสเซียว่า แทนที่ธุรกิจไทยจะไปเผชิญกับระบบราชการที่ซับซ้อนของรัสเซียโดยตรง การไปลงทุนตั้งโรงงานในประเทศสมาชิกขนาดเล็กของ EAEU เช่น คีร์กีซสถาน ที่รัฐบาลอนุมัติได้เร็วกว่า ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเมื่อผลิตสินค้าในประเทศสมาชิกเล็กๆ แล้ว สินค้าเหล่านั้นจะสามารถส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอื่น รวมถึงรัสเซียได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งมีส่วนช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนในการขยายธุรกิจ
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแสดงจุดยืน ‘ไม่เลือกข้าง’ ของรัฐบาลไทยนั้น พงศ์พลมองว่า จุดยืนนี้สะท้อนถึงนโยบายที่โอนอ่อนผ่อนปรนและคบหาได้กับทุกฝ่าย ซึ่ง ‘เปิดโอกาส’ ให้ไทยในหลากหลายมิติ รวมถึงโอกาสในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวกลางหรือผู้ไกล่เกลี่ยให้กับมหาอำนาจที่ขัดแย้งกันได้ หากคู่ขัดแย้งต้องการ
ทั้งยังเชื่อว่า รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันให้ความสำคัญและมีความตั้งใจที่จะยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียให้ดียิ่งขึ้น
แนวโน้มของสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ในมุมที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ภายในรัสเซียขณะนี้ หลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อมานานหลายปี อาจารย์จิราพร ระบุว่า แม้จะถูกคว่ำบาตรอย่างหนัก แต่เศรษฐกิจรัสเซียไม่ได้ล่มสลาย และสามารถปรับตัวเอาตัวรอดได้แล้ว
ทั้งยังมองว่า การเจรจาสันติภาพยังมองไม่เห็นทางออก เนื่องจากรัสเซียยืนกรานข้อเรียกร้องหลัก เช่น ให้รับรองดินแดนที่ยึดมาได้ทางตะวันออก และไม่ยอมรับการขยายตัวของ NATO ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยูเครนรับไม่ได้
ขณะที่พงศ์พลกล่าวเสริมว่า ยูเครนหันมาใช้โดรนโจมตีลึกเข้าไปในเมืองสำคัญของรัสเซีย เพื่อลดต้นทุนมนุษย์ ทำให้รัสเซียเสียหายหนักขึ้น แต่รัสเซียก็ยังมีความได้เปรียบมหาศาลจากทรัพยากรและจำนวนทหารราบ
ทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่า สงครามจะ ‘ติดหล่มและยืดเยื้อต่อไปอีกนาน’ เพราะทั้งสองฝ่ายยังมีทรัพยากรในการสู้รบ และยูเครนยังได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำมั่นใจว่า ข้อเรียกร้องของตนจะได้รับการตอบสนองเท่านั้น เช่น รัสเซียต้องการให้รับรองดินแดนที่ยึดมา ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีจุดบรรจบกัน
ท้ายที่สุดแล้ว เวทีระดับโลก ณ เมืองคาซาน ได้สะท้อนให้เห็นถึงการก่อตัวของระเบียบโลกใหม่แบบ ‘หลากขั้วอำนาจ’ ที่กลุ่มอาเซียนกำลังแสวงหาจุดสมดุลผ่าน ‘มหาอำนาจทางเลือก’ อย่างรัสเซีย ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังคงยืดเยื้อไร้จุดจบ สำหรับประเทศไทย แม้จุดยืนการทูตแบบยืดหยุ่นจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในกลุ่มยูเรเซียได้ แต่ตราบใดที่ปัญหาคอขวดสำคัญอย่าง ‘ระบบการชำระเงิน’ ยังไม่ถูกปลดล็อก อนาคตที่ว่าไทยจะสามารถคว้าโอกาสทองนี้ไว้ได้ทันเวลา หรือจะปล่อยให้เม็ดเงินมหาศาลหลุดลอยไปสู่มือประเทศเพื่อนบ้านที่ก้าวล่วงหน้าไปแล้ว ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายปลายเปิดที่รอให้รัฐบาลหาคำตอบต่อไป
อ้างอิง:


