ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาปรึกษาคดีสำคัญซึ่งอยู่ในความสนใจของสังคมในวันนี้ (24 มิถุนายน) โดยมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ณัฐธิดา นิโครธางกูร ในฐานะผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในเรื่องพิจารณาที่ ต. 43/2569
โดยผู้ร้องได้กล่าวอ้างว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 1 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ร่วมกันจัดให้มีการออกเสียงประชามติขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีการกำหนดประเด็นคำถามประชามติว่า “ท่านเห็นชอบว่า สมควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ผู้ร้องเห็นว่าข้อความคำถามดังกล่าวมีความไม่สอดคล้องหรือไม่ตรงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568 อันถือเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และเป็นการกระทำที่นำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผ่านการทำประชามติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ประกอบมาตรา 50 (7)
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาโดยการอภิปรายในประเด็นแรกเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามมาตรา 213 แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบที่ยื่นมานั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าตัวผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และไม่ปรากฏว่าได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร การยื่นคำร้องนี้เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้ร้องเท่านั้น
กรณีดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ด้วยเหตุผลข้างต้น ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิ์ยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้
ในส่วนของประเด็นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีและ ครม. นำไปสู่การล้มล้างการปกครองผ่านการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ประกอบมาตรา 50 (7) นั้น
ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ร้องได้ดำเนินการร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวตามขั้นตอนก่อนหน้า
กรณีนี้จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ส่งผลให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ได้เช่นกัน ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติให้รัฐสภา ครม. ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม
ขณะที่มาตรา 49 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยกำหนดให้ผู้ที่พบเห็นมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบก่อนยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
มาตรา 50 (7) กำหนดหน้าที่ของบุคคลกรอบการไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ และมาตรา 213 ที่รับรองสิทธิของบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ให้มีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้


