คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม จำนวน 66 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 61 รายการ และบริการ 5 รายการ ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พร้อมขยาย 2 โครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพถึงสิ้นกันยายน
เมื่อ 23 มิถุนายน 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม จำนวน 66 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 61 รายการ และบริการ 5 รายการ ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อให้มาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการมีผลต่อเนื่อง และสามารถดูแลค่าครองชีพประชาชนได้อย่างทันท่วงที
รองโฆษกฯ กล่าวว่า รายการดังกล่าวเป็นการรวบรวมสินค้าและบริการควบคุมเดิมที่คณะรัฐมนตรีเคยเห็นชอบและ กกร. ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมเพิ่มรายการสินค้าใหม่ 5 รายการ ได้แก่
- กากถั่วเหลือง
- ปลากะพงขาว
- มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์
- ซีอิ๊ว
- น้ำปลา
ในส่วนของซีอิ๊วและน้ำปลาเป็นการปรับแยกจากรายการ ‘ซอสปรุงรส’ เพื่อให้การกำกับดูแลมีความชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น
ทั้งนี้ การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งให้อำนาจ กกร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ประกาศกำหนดสินค้าและบริการควบคุม เพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยต้องมีการทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ลลิดากล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลราคาสินค้าจำเป็นและบริการที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการผลิตและภาวะตลาดมีความผันผวน การกำหนดรายการสินค้าและบริการควบคุมจะช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามสถานการณ์ กำกับดูแลราคา ป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค และดูแลให้สินค้ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ
“รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้กลไกกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน รักษาความเป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ตลอดจนสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวม” รองโฆษกฯ กล่าว
ขยาย 2 โครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพถึงสิ้นกันยายน
ด้าน พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่
- โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส
- โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน
โดยปรับจากเดิมที่สิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2569 โดยใช้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติจำนวน 179.84 ล้านบาท
พลอยทะเลกล่าวว่า โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส มีเป้าหมายช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในราคาประหยัด โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งแต่ละพื้นที่มีช่วงเวลาการเพาะปลูกแตกต่างกัน และมีความต้องการใช้ปุ๋ยสูงในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
ขณะที่โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน มีเป้าหมายเพิ่มการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย กระตุ้นการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่
ทั้งนี้ รัฐบาลเห็นว่าการขยายระยะเวลาดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ จะช่วยให้การดำเนินงานสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 เพื่อรักษากำลังซื้อของประชาชนและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

