วานนี้ (22 มิถุนายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีประชันนโยบายรายการ Nation Election DEBATE: ผู้ว่าฯ กรุงเทพ โอกาสของคนเมือง โดยเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งต้องขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุแหล่งกำเนิดที่ชัดเจนและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างตรงจุด
ชัชชาติ ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สภาพอากาศปิดในช่วงปลายปี ฝุ่นควันจากรถยนต์ (โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์) และการเผาชีวมวลจากพื้นที่นอกเมือง แนวทางการแก้ไขจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการตั้งรับและแจ้งเตือนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การปฏิบัติการเชิงรุก ผ่านการต่อยอดโครงการนักสืบฝุ่น
โดยบูรณาการเจ้าหน้าที่จากสำนักอนามัย สำนักสิ่งแวดล้อม และเทศกิจ ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยง ทั้งไซต์ก่อสร้าง โรงงาน และพื้นที่ที่มีการเผา พร้อมเตรียมจัดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง (Super Station) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่นอย่างละเอียด นำไปสู่การพยากรณ์และออกมาตรการที่แม่นยำยิ่งขึ้น
เนื่องจากกรุงเทพมหานครไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จทางกฎหมาย ชัชชาติจึงให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน อาทิ การทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันการปรับลดมาตรฐานควันดำจาก 30% ลงเหลือ 20% รวมถึงเพิ่มจำนวนโรงงานที่ติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษจากปล่องแบบอัตโนมัติ (CEMS) จาก 8 แห่ง เป็น 250 แห่ง นอกจากนี้ ยังเตรียมเดินหน้าโครงการ BKK Industrial Watch เพื่อเฝ้าระวังมลพิษและสารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิ เช่น NOx, SO2 และ VOCs แบบเรียลไทม์
สำหรับการจัดการฝุ่นจากภาคการจราจร จะมีการต่อยอดนโยบายเขตมลพิษต่ำ หรือ Low Emission Zone 2.0 โดยขยายผลจากกลุ่มรถบรรทุก 6 ล้อ ไปสู่กลุ่มรถกระบะดีเซลและรถเครื่องยนต์เก่า ควบคู่กับการใช้กล้องอ่านป้ายทะเบียนอัจฉริยะ (AI) กำหนดค่าธรรมเนียมหรือส่วนลดตามมาตรฐานเครื่องยนต์ และมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV)
ในมิติของการเผาชีวมวล ชัชชาติชี้แจงว่า ปัจจุบันพื้นที่เกษตรกรรมใน กทม. กว่า 100,000 ไร่ ปลอดการเผาแล้ว แต่ผลกระทบส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ต้นลม เช่น จังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี แนวทางต่อไปคือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Bangkok and Beyond โดยจัดตั้งศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังจุดความร้อน (Hotspot) แบบเรียลไทม์ ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดใกล้เคียงเพื่อสนับสนุนการดับไฟ และจัดสรรงบประมาณไม่เกิน 200 ล้านบาท เพื่อสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรในการลดการเผา
พร้อมกันนี้ ยังเตรียมผลักดัน กฎหมายหรือข้อบัญญัติอากาศสะอาดระดับกรุงเทพมหานคร ภายใต้หลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย เพื่อจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดและแต่งตั้งเจ้าพนักงานที่มีอำนาจตรวจสอบและเอาผิดแหล่งกำเนิดฝุ่นโดยตรง
ในด้านการปกป้องประชาชน กรุงเทพมหานครจะพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่รวดเร็ว ควบคู่กับการจัดทำห้องปลอดฝุ่นในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ผ่านระบบชักธงสีเตือนภัยมลพิษในสถานศึกษา ในตอนท้าย นายชัชชาติได้ประกาศตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดจำนวนวันที่ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน จาก 28 วันในปีที่ผ่านมา ให้ลดลงเหลือเพียง 20 วันในปีหน้า ซึ่งมั่นใจว่าด้วยการใช้เทคโนโลยี การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือจากพื้นที่รอบนอก เป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุผลได้อย่างแน่นอน


