เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา อิหร่านออกแถลงการณ์สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว พร้อมเตือนให้เรือพาณิชย์หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว การเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกรายงานโดยกองทัพอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (IRGC) ว่าเป็นการตอบโต้ต่อการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในทางตอนใต้ของเลบานอน
พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ขาดความจริงใจในการรักษาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างมหาอำนาจกับเตหะราน และเตือนว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมหากเกิดการรุกรานซ้ำ
ขณะที่คำประกาศของอิหร่านยังก่อให้เกิดความสับสนและความกังวลให้กับหลายๆ ประเทศ เพราะกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้รายงานว่าเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดและกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และข้อมูลจากกองทัพเรือสหรัฐฯยังชี้ว่าในวันเสาร์มีเรือพาณิชย์ 55 ลำผ่านช่องแคบ และมีการขนส่งน้ำมันมากกว่า 17 ล้านบาร์เรล ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าการประกาศของอิหร่านอาจเป็นการแสดงเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการปิดกั้นจริงทั้งหมด
การประกาศปิดช่องแคบเกิดขึ้นในจังหวะที่คณะเจรจาของอิหร่านเดินทางมาถึงสวิตเซอร์แลนด์ในวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ การพบปะนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการขยายข้อตกลงชั่วคราวที่ยุติการสู้รบในภูมิภาคและอาจแปลงเป็นข้อตกลงถาวร
โดยข้อตกลงชั่วคราวฉบับก่อนกำหนดกรอบเวลา 60 วันในการแปลงเป็นข้อตกลงระยะยาว ตัวแทนอิหร่านที่มาร่วมการประชุม ได้แก่ Mohammad Bagher Ghalibaf ประธานรัฐสภา, Abbas Araghchi รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และ Abdolnaser Hemmati ผู้ว่าการธนาคารกลาง ขณะที่สหรัฐฯ ส่งรองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์เข้าร่วม เพื่อผลักดันการเจรจาทั้งในประเด็นนิวเคลียร์และการหยุดยิงในเลบานอน
รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ เน้นว่าเป้าหมายคือการสร้างโครงสร้างที่แท้จริงของการเจรจาผ่านการอภิปรายเชิงเทคนิคในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมของตัวกลางและผู้เจรจาระดับโลกบางคนที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงก่อนหน้านี้ การประชุมนี้จึงมีความอ่อนไหวสูง เพราะผลลัพธ์จะส่งผลต่อเสถียรภาพภูมิภาคและตลาดพลังงานโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีบทบาทในบันทึกความเข้าใจที่เพิ่งลงนาม และยังยืนยันว่าช่องแคบยังเปิดอยู่ แต่เตือนว่าหากคู่สัญญาไม่แปลงข้อตกลงชั่วคราวเป็นถาวรภายใน 60 วัน สหรัฐฯ อาจพิจารณาการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ทางผ่านหรือมาตรการอื่นๆ
ซึ่งนโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้และผลกระทบระยะยาว ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยุโรป และประเทศในรัฐอ่าวต่างต่อต้านแนวคิดว่าจะแสวงหาค่าผ่านทางจากอิหร่าน
ถึงอย่างไรนั้น ช่องแคบฮอร์มุซนั้นเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกน้ำมันและก๊าซของภูมิภาค คาดว่าประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณพลังงานทั่วโลกไหลผ่านบริเวณนี้ การประกาศปิดหรือความไม่แน่นอนที่ลากยาวอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น กระทบต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานของหลายประเทศ
แม้ในช่วงก่อนหน้าจะมีการส่งน้ำมันหลายล้านบาร์เรลผ่านอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงทางการเมืองอาจทำให้ผู้ประกอบการเดินเรือและเจ้าของเรือละเว้นการเข้าไปในพื้นที่หรือเรียกร้องเบี้ยประกันสูงขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่าการประกาศของอิหร่านมีเจตนาเชิงสัญลักษณ์และการต่อรองเพื่อใช้เป็นแรงกดดันในการเจรจา โดยเฉพาะเมื่อเตหะรานยังคงส่งคณะผู้แทนมาประชุมด้วย ขณะที่ผู้อื่นเตือนว่าแม้คำสั่งอาจเป็นวาทศิลป์ แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดหรือการตอบโต้ระหว่างภาคีพัฒนาในภูมิภาคยังคงสูง ซึ่งอาจยกระดับเป็นการปิดกั้นจริงได้โดยไม่ตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม การโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนและการปะทะระหว่างเฮซบอลเลาะห์กับกองกำลังอิสราเอลถือเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะอิสราเอลไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่การกระทำของอิสราเอลสามารถบั่นทอนการดำเนินการและความเชื่อใจระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้
ด้านเตหะรานรายงานว่าสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนอิสราเอล ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับการเจรจาที่จำเป็นต้องเชื่อมโยงประเด็นนิวเคลียร์กับความมั่นคงในภูมิภาค
สุดท้ายแล้วไม่ว่าอิหร่านจะบังคับใช้การปิดอย่างเข้มงวดเพียงใด หากเป็นเพียงเครื่องมือเชิงเจรจา เตหะรานอาจยืดหยุ่นเพื่อรักษาผลประโยชน์จากบันทึกความเข้าใจ แต่หากเกิดการปะทะที่ลุกลาม ช่องแคบฮอร์มุซอาจกลายเป็นจุดเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง และจะยิ่งส่งผลต่อความมั่นคงพลังงานของโลก
อ้างอิง:

