ส.อ.ท.เผยตะวันออกกลางยังปะทุ ลามปิด ‘ทะเลแดง’ เขย่าต้นทุนไทย 8 อุตสาหกรรมเสี่ยงกระทบหนักอีกระลอก พร้อมจับตาสหรัฐฯรีดภาษี 301 ซ้ำเติมเศรษฐกิจและ SMEs
ประเด็นสำคัญ
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อหลังจากการเจรจาสันติภาพยังไม่ได้ข้อสรุป สร้างความกังวลต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในหลายด้าน
โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาวัตถุดิบสำคัญ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในปีนี้
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลายไปถึงการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง จะทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลางมีต้นทุนสูงขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น และอาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
| WEALTH IN DEPTH: เกิดอะไรขึ้นที่ทะเลแดง เหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าของกลุ่มกบฏฮูตีเขย่าซัพพลายเชนโลก และกำลังสะเทือนถึงไทย? 20 ธ.ค. 2566 | 18:51 |
| จากทะเลแดงถึง ‘ฮอร์มุซ’ เส้นทางนี้อยู่ตรงไหน สำคัญ (กับไทย) อย่างไร? เมื่อสงคราม ‘อิหร่าน-อิสราเอล’ ป่วนการค้าโลกอีกระลอก 18 เม.ย. 2567 | 10:50 |
| สมรภูมิทะเลแดงป่วนค้าโลก! จับตาราคาน้ำมัน สินค้าเกษตร และอาหาร หลังต้นทุนขนส่งพุ่ง 4 เท่า 22 ม.ค. 2567 | 18:11 |
8 อุตสาหกรรมเสี่ยงกระทบหนักอีกระลอก
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์
“อาจกดดันให้ราคาน้ำมันกลับขึ้นไปอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศโดยตรง ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น”
โดยคาดว่าในเดือนนี้อาจเพิ่มขึ้นเกิน 3% จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและราคาสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบสต๊อกใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค
สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้คือ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวิกฤตพลังงานเท่านั้น แต่จะซ้อนทับกับปัญหาอื่นที่ภาคอุตสาหกรรมไทยเผชิญอยู่แล้ว
ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีความสามารถในการรับแรงกระแทกจำกัด
เตือนผู้ประกอบการรับมือสหรัฐฯรีดภาษี 301
ขณะที่ล่าสุดไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มในเรื่องความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรการ 301 ในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
โดยสิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมและสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ ผ่านการวางแผนบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า การรักษาสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency)
ทั้งการปรับปรุงเครื่องจักร การบริหารจัดการพลังงานในโรงงาน และการใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อลดภาระต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
รวมถึงควรมีการกระจายแหล่งนำเข้าและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรองเพิ่มเติม โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญที่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนและความผันผวนของราคาในช่วงนี้
แนะรัฐ ‘รีเซ็ต’ บัตรสวัสดิการ
พิมพ์ใจ กล่าวอีกว่า กรณีที่รัฐบาล โดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลัง มีนโยบายทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
โดยเฉพาะกรณีการนำข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของบุตรมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการพิจารณาว่าถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและโครงสร้างครอบครัวไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น
ส.อ.ท. เห็นด้วยกับหลักการที่รัฐบาลต้องการ ให้สวัสดิการภาครัฐไปถึงประชาชน ที่มีความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง
“แต่ขณะเดียวกัน การกำหนดหลักเกณฑ์ควรสะท้อนข้อเท็จจริงของครัวเรือน เพราะการที่บุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษี อาจไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ จึงควรมีระบบตรวจสอบที่ละเอียดและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้กลุ่มเปราะบางตกหล่นจากระบบ”
พิมพ์ใจ กล่าวว่า การปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทรัพยากรภาครัฐมีจำกัด การช่วยเหลือจึงต้องมีความแม่นยำ (Targeted Welfare) สามารถแยกกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงออกจากผู้ที่ไม่ได้อยู่ในภาวะจำเป็น เพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยลดภาระทางการคลังในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เสนอว่าการพัฒนาระบบสวัสดิการควรเดินหน้าควบคู่กับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น ข้อมูลรายได้ อาชีพ ภาระค่าใช้จ่าย ภาวะพึ่งพิง และสภาพความเป็นอยู่จริงของครัวเรือน เพื่อให้การประเมินสิทธิมีความรอบด้านมากกว่าการใช้ตัวชี้วัดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่า นอกจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแล้ว ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการยกระดับประชาชนจาก ‘ผู้รับสวัสดิการ’ ไปสู่ ‘ผู้มีรายได้ที่มั่นคง’
ผ่านมาตรการพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) การสร้างอาชีพใหม่ และการเชื่อมโยงแรงงานเข้าสู่ภาคการผลิตและบริการที่ยังมีความต้องการกำลังคน
เป้าหมายระยะยาวของประเทศไม่ควรเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนผู้ได้รับสวัสดิการ แต่ควรเป็นการเพิ่มจำนวนประชาชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีงาน มีรายได้
ภาพ: Shutterstock / Emre Akkoyun

