วันนี้ (9 มิถุนายน) ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวชี้แจงประเด็นผลการสอบสวนคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงทันที บริเวณซอยละลายทรัพย์และถนนสีลม ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและผู้ประกอบการค้าเข้ามาขอถ่ายภาพร่วมกับชัชชาติอย่างต่อเนื่อง
พร้อมทั้งได้สะท้อนปัญหาข้อคิดเห็นที่ต้องการให้เกิดการแก้ไขเพิ่มเติมหากได้รับโอกาสกลับมาบริหารเมืองหลวงอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมาตรฐานของทางเท้าในบางจุดที่ยังมีความไม่สม่ำเสมอ
ทั้งนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ได้มีประชาชนเข้ามาสอบถามถึงกลุ่มผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในสังกัด ซึ่งชัชชาติได้ชี้แจงทำความเข้าใจในทันทีว่า ตนเองลงสมัครรับเลือกตั้งในนามอิสระ จึงไม่มีผู้สมัคร ส.ก. ในทีม โดยขอให้ประชาชนพิจารณาเลือกผู้สมัคร ส.ก. จากแต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มต่างๆ ตามความเหมาะสมและความรู้ความสามารถได้โดยอิสระ
สำหรับเป้าหมายในการลงพื้นที่ย่านเศรษฐกิจถนนสีลมในครั้งนี้ชัชชาติและคณะทำงานระบุว่า เป็นการลงเพื่อย้ำถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันกรุงเทพมหานครให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางงานเทศกาลระดับโลก หรือ World Festivals โดยมีแผนที่จะยกระดับ 4 เทศกาลสำคัญ ประกอบด้วย เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลลอยกระทง งาน World Pride ในเดือนมิถุนายน และงานเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ซึ่งสืบเนื่องจากความสำเร็จของงานสงกรานต์ถนนสีลมในรอบปีที่ผ่านมาที่มีผู้เข้าร่วมงานสูงกว่า 650,000 คน กรุงเทพมหานครจึงมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดงานอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต เช่น การจัดทำเส้นทางเดินเท้าเชื่อมโยงโซนเศรษฐกิจในลักษณะลูปขนาดใหญ่ การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) เพิ่มเติมให้ครบ 100,000 ตัว ทั่วพื้นที่ ตลอดจนการปรับปรุงทางข้าม และการวางระบบบริหารจัดการจุดทิ้งขยะและจุดเติมน้ำล่วงหน้าให้มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ชัชชาติยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายการจัดระเบียบเมืองและเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยระบุว่ากรุงเทพมหานครยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยควบคู่ไปกับการรักษาระเบียบเรียบร้อย ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดระเบียบผู้ค้าจากเดิมที่มีกว่า 20,000 ราย และมีจุดฝ่าฝืนกฎหมายกว่า 700 จุด ซึ่งเป็นช่องโหว่และต้นตอของการเรียกรับส่วย ให้เข้าสู่จุดผ่อนผันที่ถูกต้องจนปัจจุบันเหลือผู้ค้าประมาณหมื่นกว่าราย ส่วนผู้ค้าที่ยังอยู่นอกจุดผ่อนผันจะมีการบังคับใช้กฎหมายโดยการเปรียบเทียบปรับ 300-500 บาท และดำเนินการเคลื่อนย้ายตามข้อสั่งการของสำนักงาน ป.ป.ช.
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยด้วยการจัดทำโครงการศูนย์อิ่มท้องกระจายใน 50 เขต พร้อมผลักดันระบบออนไลน์บันทึกยอดขายเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางการเงินในการยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินในอนาคต โดยจะกำหนดระยะเวลาให้ผู้ค้าได้ปรับตัวและขยับขยายประมาณ 6 เดือน ภายใต้เงื่อนไขหลักที่สำคัญคือการค้าขายนั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้ใช้ทางเท้าในระยะยาว










