Apple เปิดตัว Siri AI ผู้ช่วยอัจฉริยะโฉมใหม่ที่ยกเครื่องครั้งใหญ่ในงานประชุมนักพัฒนา Worldwide Developers Conference (WWDC26) เมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย) ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดยวางให้เป็นหัวใจของระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ทั้ง iOS 27, macOS 27 Golden Gate, watchOS 27 และ visionOS 27
ประเด็นสำคัญ
การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการวางรากฐานผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ เพื่อพิสูจน์ว่า Apple สามารถก้าวข้ามอุปสรรคที่สั่งสมมาหลายปี และกลับมาแข่งขันในยุค AI ได้
Siri AI ถูกออกแบบให้ฉลาดขึ้น, เชื่อถือได้มากขึ้น, เข้าใจบริบทการสนทนา และควบคุมแอปต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ
การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของ Apple หลังจากที่บริษัทเปิดตัวแพลตฟอร์ม Apple Intelligence เมื่อ 2 ปีก่อน แต่กลับไม่สามารถปล่อยฟีเจอร์สำคัญหลายอย่างออกมาได้ตามกำหนด ทั้งยังถูกมองว่าด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง OpenAI, Google และ Anthropic
บททดสอบความน่าเชื่อถือด้าน AI
ฟรานซิสโก เจโรนิโม นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยตลาด IDC ระบุว่างาน WWDC ปีนี้คือบททดสอบความน่าเชื่อถือด้าน AI ของ Apple โดยมองว่า Apple ไม่จำเป็นต้องชนะด้วยการมีโมเดลที่ใหญ่ที่สุดหรือการสาธิตที่เร้าใจที่สุด แต่ต้องทำให้ AI เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ มีประโยชน์ และทำงานอย่างแนบเนียนทั่วทั้งระบบนิเวศของแบรนด์
อย่างไรก็ตาม Apple ยังต้องเผชิญกับความกังขาของนักลงทุนต่อกลยุทธ์ AI ของบริษัท สะท้อนผ่านราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง 1.9% เมื่อปิดตลาดในวันที่มีการนำเสนอ
บริษัทยังยอมรับว่าความสามารถใหม่เหล่านี้ต้องใช้เวลาในการทยอยเปิดให้บริการ โดย Siri AI จะรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษในช่วงแรก และยังอยู่ในสถานะเบตาเมื่อเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ใช้ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ขณะที่ฟีเจอร์ AI ล่าสุดจะยังไม่เปิดให้บริการในจีนและสหภาพยุโรปในช่วงเริ่มต้น

ทั้งนี้ Apple ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า สาเหตุที่ Siri AI เปิดให้บริการในสหภาพยุโรปไม่ได้พร้อม iOS 27 และ iPadOS 27 มาจากข้อกำหนดภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) โดยเครก เฟเดอริกี รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ แสดงความผิดหวังที่ผู้ใช้ในยุโรปจะยังไม่ได้ใช้ Siri AI บน iPhone และ iPad ภายในปีนี้
Apple อธิบายว่าการตีความ DMA อย่างเข้มงวดของหน่วยงานกำกับดูแล จะบังคับให้บริษัทต้องเปิดให้ผู้ช่วยเสมือนรายอื่นเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้และควบคุมแอปต่างๆ ได้โดยตรง ซึ่ง Apple มองว่าเสี่ยงต่อความปลอดภัย เพราะระบบ AI อาจถูกยึดครองเพื่อขโมยข้อมูลอย่างรหัสผ่านหรือรูปภาพได้ แม้บริษัทจะเสนอแนวทางอย่างระบบตัวกลาง Trusted System Agent แต่คณะกรรมาธิการยุโรปก็ยังไม่เห็นด้วย ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดเปิดให้บริการในภูมิภาคดังกล่าว
งาน WWDC26 ครั้งนี้จึงเป็นทั้งการแก้ไขจุดบกพร่องในอดีต และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตไปพร้อมกัน เพราะการสร้าง Siri ขึ้นใหม่และยกระดับเทคโนโลยี AI คือการวางรากฐานให้กับผลิตภัณฑ์รุ่นต่อไปที่ต้องพึ่งพา AI ที่มีความสามารถสูงขึ้น
ทั้งนี้ Siri AI สามารถดึงข้อมูลส่วนตัว, ข้อมูลจากเว็บ, เนื้อหาบนหน้าจอ และแอปต่างๆ มาใช้งานได้ แต่ความสามารถเหล่านี้แท้จริงแล้วคือสิ่งที่ Apple เคยวางแผนจะปล่อยออกมาตั้งแต่ต้นปี 2025
คำสัญญาที่เกินจริงเกี่ยวกับฟีเจอร์ Apple Intelligence ในครั้งนั้น ทำให้บริษัทต้องเผชิญปัญหาทางกฎหมาย จนเมื่อเดือนที่แล้วต้องยอมจ่ายเงินชดเชยให้ผู้บริโภคถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.2 พันล้านบาท) เพื่อยุติข้อกล่าวหาว่าบริษัทโฆษณาความสามารถของซอฟต์แวร์เกินจริง
Siri AI โฉมใหม่ ผู้ช่วยที่สนทนาได้
Siri AI ซึ่งเปิดให้นักพัฒนาเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันจันทร์ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอินเทอร์เฟซ Dynamic Island บน iPhone และมีทั้งแอปแยกเฉพาะและประสบการณ์แบบแชตบอตเป็นครั้งแรก

ไมก์ ร็อกเวลล์ ผู้บริหารที่ดูแลด้านวิศวกรรมของ Siri ได้สาธิตการทำงานของผู้ช่วยตัวใหม่ ทั้งการค้นหาข้อมูลคอนเสิร์ต, การเล่นเพลง และการตั้งการเตือน เพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบน่าเชื่อถือกว่าเวอร์ชันปัจจุบัน โดยยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้เคยประสบปัญหาความล่าช้า และความพยายามยกเครื่อง Siri ในอดีตยังไม่ผ่านมาตรฐานของ Apple
“เรามีวิสัยทัศน์มาตลอดว่าอยากให้ Siri เป็นผู้ช่วยที่เก่งที่สุดและเป็นส่วนตัวที่สุด” ร็อกเวลล์กล่าว “คุณสามารถถามเกี่ยวกับข้อมูลบนอุปกรณ์ของคุณ และสั่งให้ดำเนินการกับข้อมูลนั้นได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน”
จุดเด่นของ Siri ใหม่คือการสนทนาโต้ตอบแบบแชตบอต ซึ่งถือเป็นการกลับลำครั้งสำคัญของ Apple เพราะเมื่อปีก่อน เฟเดอริกี และ เกร็ก จอสเวียก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด เคยปฏิเสธแนวคิดการทำแชตบอตแบบแยกส่วน
เมื่อถูกถามว่าอะไรทำให้เปลี่ยนใจ เฟเดอริกีอธิบายว่า Apple ไม่ได้มอง Siri เป็นแชตบอตแยกต่างหาก แต่เป็นเครื่องมือสนทนาที่กลมกลืนไปกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยต้องการให้ผู้ใช้พูดคุยโต้ตอบกับ Siri เหมือนที่ใช้ ChatGPT เช่น ถามตารางแข่งฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง แล้วให้ Siri ช่วยวางแผนจัดปาร์ตี้ดูการแข่งขัน
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือโหมด Siri ในแอปกล้อง ที่ตอบคำถามและดำเนินการตามสิ่งที่ผู้ใช้เล็งกล้องไปได้ เช่น เมื่ออยู่ในร้านอาหาร ผู้ใช้สามารถเล็งกล้องไปที่ใบเสร็จ เลือกรายการที่ตัวเองสั่ง แล้วให้ Siri คำนวณยอดที่ต้องจ่ายได้ทันที


นอกจากนี้ Siri AI ยังมาในรูปแบบแอปแยกเฉพาะที่ให้ผู้ใช้ย้อนกลับไปดูบทสนทนาเก่าได้ สามารถวิเคราะห์เนื้อหาบนหน้าจอ และดึงข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์มาช่วยตอบคำถาม เช่น การอ้างอิงรูปภาพในเครื่องมาประกอบคำตอบ ซึ่งเป็นทิศทางที่ Google และ OpenAI เคยทำมาก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม Apple ระบุว่าบางฟีเจอร์ เช่น การสร้างภาพ อาจมีการจำกัดโควตาการใช้งานต่อวัน เนื่องจากต้องอาศัยโมเดลที่ทรงพลังและมีต้นทุนสูง
Apple ยังแสดงให้เห็นถึงการผสาน AI เข้ากับแอปต่างๆ มากขึ้น ทั้งแอป Messages ที่จะแนะนำการดำเนินการอย่างการสร้างการเตือนหรือโน้ตตามเนื้อหาในบทสนทนา และเบราว์เซอร์ Safari ที่จัดกลุ่มแท็บตามหัวข้อได้เอง
รวมถึงแอป Home ที่วิเคราะห์คลิปจากกล้องวงจรปิดแล้วสร้างคำบรรยายให้อัตโนมัติ พร้อมกันนี้ยังเพิ่มฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child Safety) เข้ามาด้วย

เบื้องหลังคือ Google และ Nvidia แต่ยืนยันความเป็นส่วนตัว
ความสามารถใหม่ทั้งหมดนี้ทำงานบน Apple Foundation Models รุ่นใหม่ ที่สร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีของ Google Gemini อย่างไรก็ตาม เฟเดอริกีย้ำว่าแนวทางใหม่นี้ยังคงปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ไว้เช่นเดิม
“เราไม่ได้ใช้โมเดลที่ Google ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไปเลย คำขอของคุณเป็นความลับเฉพาะตัวคุณ ไม่มีการจัดเก็บ และไม่มีใครเข้าถึงได้” เฟเดอริกีกล่าวในงานแถลงข่าวที่เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเสริมว่าเมื่อผู้ใช้สอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลจะถูกประมวลผลผ่านระบบภายในของ Apple เอง
อามาร์ ซูบรามันยา รองประธานฝ่าย AI ของ Apple ระบุว่าโมเดลที่ทรงพลังที่สุดที่ชื่อ AFM Cloud Pro นั้นมีคุณภาพใกล้เคียงกับโมเดลระดับแนวหน้าของ Google Gemini โดยทำงานบนชิป GPU ของ Nvidia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน Private Cloud Compute ของ Apple ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อมูลแม้ในขณะที่อยู่บนคลาวด์
นับเป็นครั้งแรกที่ Apple ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าฟีเจอร์ Apple Intelligence บางส่วนจะทำงานบนชิปของ Nvidia โดย เซบาสเตียน มารีโน-เมส ผู้บริหารอาวุโสในทีม AI อธิบายว่า Apple ต้องการใช้ชิปรุ่นล่าสุดของ Nvidia แต่ต้องกำหนดค่าให้เป็นส่วนตัวมากขึ้น เพื่อไม่ให้ระบบสามารถอ่านข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ได้
เฟเดอริกียังชี้ให้เห็นจุดยืนที่ต่างจากคู่แข่งในซิลิคอนวัลเลย์ โดยระบุว่า “บางบริษัทดูเหมือนจะเร่งเดินหน้าทำ AI เพื่อตัว AI เอง โดยไม่ได้คำนึงถึงผู้คนที่มันควรจะรับใช้อย่างแท้จริง”
คำพูดนี้สะท้อนว่า Apple เลือกที่จะไม่ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่หันมาเน้นจุดขายเรื่องความเป็นส่วนตัวและความสะดวกแทน


เดิมพันครั้งใหญ่และการส่งไม้ต่อ
ก้าวต่อไปของ Apple คือการยกระดับฮาร์ดแวร์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในฤดูใบไม้ร่วงนี้ด้วยการเปิดตัว iPhone จอพับได้ (Foldable) เป็นครั้งแรก พร้อมกับ iPhone 18 Pro โดยมีรายงานว่า Apple วางแผนทำตลาดอุปกรณ์ทั้งสองรุ่นด้วยการชูฟีเจอร์ Siri AI และ Apple Intelligence เป็นจุดขายหลัก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้อัปเกรดเครื่องเพื่อให้ได้เทคโนโลยี AI ล่าสุด
ทั้งนี้ฟีเจอร์ที่ล้ำสมัยที่สุดจะต้องใช้กับ iPhone 17 Pro หรือ iPhone Air เป็นอย่างน้อย ขณะที่ iPhone 14 และรุ่นเก่ากว่านั้นไม่รองรับ Apple Intelligence เลย

นาบิลา โปปาล นักวิเคราะห์จาก IDC มองว่าฟีเจอร์ใหม่นี้จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้ผู้ใช้ iPhone 14 และรุ่นเก่ากว่าตัดสินใจอัปเกรด โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจเลื่อนการซื้อออกไปเพราะภาวะเงินเฟ้อหรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ส่วนแบ่งตลาดขนาดใหญ่ของ Apple ที่มีอุปกรณ์ใช้งานอยู่ทั่วโลกกว่า 2.5 พันล้านเครื่อง อาจเป็นความได้เปรียบสำคัญในการแข่งขันด้าน AI โดยข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence ระบุว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของ iPhone ที่ใช้งานอยู่ทั่วโลก หรือราว 1 พันล้านเครื่อง ยังไม่รองรับ Apple Intelligence จึงถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของบริษัท
ความท้าทายทั้งหมดนี้กำลังจะตกเป็นภารกิจของ จอห์น เทอร์นัส ว่าที่ซีอีโอคนใหม่ที่ปัจจุบันดูแลด้านวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ และจะขึ้นรับตำแหน่งในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่ ทิม คุก จะเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารแทน ทำให้งานคีย์โน้ตในครั้งนี้น่าจะเป็นงานใหญ่ครั้งสุดท้ายของคุกในฐานะซีอีโอ
“พูดในมุมส่วนตัว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดบางช่วงในการเป็นซีอีโอของผม คืองานแบบนี้นี่แหละ” คุกกล่าวทิ้งท้ายในการนำเสนอ ด้าน แดน ไอฟ์ส นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities มองว่าการอัปเกรด Siri ครั้งนี้คือ ‘ก้าวที่ถูกทาง’ สำหรับกลยุทธ์ AI ของ Apple และเป็นการปูทางให้คุกส่งไม้ต่อให้เทอร์นัสได้อย่างราบรื่น
ภาพปก: Justin Sullivan/Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.cnbc.com/2026/06/08/apple-google-nvidia-ai-chips.html
- https://edition.cnn.com/2026/06/08/tech/apple-wwdc-tim-cook
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-08/apple-unveils-next-generation-of-ai-platform-including-new-siri
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-08/apple-downplays-concerns-that-its-use-of-google-ai-models-will-undermine-privacy
- https://www.wsj.com/tech/apple-wwdc-2026-annoucements-69c7948c

