ตลาดหุ้นกลางปี 2026 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ความผันผวนพุ่งสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และศูนย์กลางของความปั่นป่วนทั้งหมด คือหุ้น Semiconductor
ดัชนีที่สะท้อนความผันผวนได้ดีที่สุดคือ Philadelphia Semiconductor (SOX) ที่เข้าโหมดกระทิงทะยานขึ้นจากเดือนมีนาคมกว่า 105% ไปทำจุดสูงสุดใหม่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ก่อนจะพลิกร่วงลงเกิน 20% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน เข้าสู่ภาวะตลาดหมีด้วยความเร็วสูงไม่แพ้ขาขึ้น
สำหรับนักลงทุนไทย คำถามที่เราควรหาคำตอบจึงไม่ใช่แค่ว่า “ตลาดหมี AI เกิดขึ้นแล้วจริงหรือไม่” แต่ควรมองให้ไกล ไปถึงการวางกลยุทธ์ รู้เท่าทันความผันผวนที่สูงผิดปกติในรอบนี้ครับ
เรื่องแรกที่ต้องเข้าใจคือเหตุผลของ Chip Bear Market ในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากพื้นฐานที่แย่ลง หรือการเติบโตไม่มาตามคาด แต่เกิดจากแรงขายทำกำไรหลังตลาดปรับตัวขึ้นแรงผิดปรกติ
จุดที่ต้องเน้นคือ ‘จังหวะ’ ตลาดหมีเกิดขึ้นหลังจากที่ดัชนีพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว กำไรเติบโตสูงกว่า 50-100% จากปีก่อน และแม้ราคาจะปรับลงแล้ว ดัชนี SOX ก็ยังบวกอยู่กว่า 65% นับจากต้นปี สะท้อนว่าตลาดหมีอาจเป็นเรื่องของความเร็ว มากกว่าทิศของพื้นฐาน
เมื่อเข้าใจว่าต้นตอคือแรงขายทำกำไร คำถามถัดมาคือแล้วอะไรเป็นตัวจุดชนวน
แม้แรงขายล่าสุดจะมาจากข่าวว่าโมเดล AI Kimi K3 จาก Moonshot ของจีนมีความสามารถเทียบเท่าโมเดลของสหรัฐฯ บนต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่บทสรุปก็อาจไม่ต่างกับเหตุการณ์ DeepSeek เมื่อม.ค. 2025 ที่ตลาดปรับตัวลงแค่ชั่วคราว ถ้าผู้ประกอบการสหรัฐฯ ยังพัฒนาต่อได้
สิ่งที่กดดันมากกว่า Model คือความกังวลเรื่องงบ Capex ของ Hyperscaler ที่พุ่งขึ้นสูงจนหลายบริษัทใหญ่ต้องกู้เงินมาเพื่อเร่งลงทุน ทำให้ตลาดปรับตัวลงมาก่อนหน้านี้ แต่ถ้ามองทางตรงก็เป็นความเสี่ยงของผู้ซื้อ ไม่ใช่หุ้น Chip ที่เป็นผู้ขาย
ในมุมมองของผม การที่หุ้นชิปเข้าตลาดหมีครั้งนี้ แม้จะมีความน่ากลัวอยู่บ้าง แต่อาจไม่ใช่จุดที่นักลงทุนต้องรีบหนีออกจากตลาด
คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ตลาดหมีจะเกิดต่อเนื่องนานแค่ไหน และเพราะอะไร
ผมมองว่าการจะตอบคำถามนี้ ต้องเริ่มจากการเข้าใจกายวิภาคของตลาดหมี หรือ Anatomy of Bear Market ก่อน
ตลาดหมีไม่ได้มีเพียงแบบเดียว และแต่ละแบบก็มีอายุขัยที่แตกต่างกัน ครั้งนี้ผมมองว่าเป็นตลาดหมีเฉพาะกิจ
งานศึกษาคลาสสิกของ Goldman Sachs แบ่งตลาดหมีออกเป็นสามสายพันธุ์ตามต้นเหตุ สายพันธุ์แรกคือ หมีวัฏจักร (Cyclical Bear) เกิดจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยขาขึ้น หรือกำไรที่หดตัว สายพันธุ์ที่สองคือ หมีโครงสร้าง หรือ Structural Bear เกิดจากความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง และฟองสบู่สินทรัพย์แตก และสายพันธุ์สุดท้ายคือ Event-driven Bear หรือหมีเฉพาะกิจ เกิดจากช็อกครั้งเดียว เช่น สงคราม วิกฤตราคาน้ำมัน หรือโรคระบาด
ความแตกต่างของอายุขัย คือหัวใจที่นักลงทุนต้องรู้ให้ทัน
น่ากลัวที่สุดคือ Structural Bear ที่ตลาดปรับตัวลงเฉลี่ยราว 60% กินเวลากว่าสามปี และมักใช้เวลาถึงสิบปีจึงจะฟื้นเต็มที่ เหมือนกรณี Dot-com ปี 2000 และวิกฤตปี 2008
ส่วน Event-driven และ Cyclical มักปรับตัวลงในระดับใกล้เคียงกันคือราว 30% แต่ตลาดหมีแบบ Cyclical มีอายุยาวเฉลี่ยราวสองปีและใช้เวลาราวห้าปีจึงจะกลับสู่จุดเดิม ขณะที่แบบ Event-driven มักกินเวลาราวแปดเดือน และฟื้นตัวภายในราวหนึ่งปี
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมมองว่าการปรับฐานของหุ้น Chip รอบนี้เข้าข่าย Event-driven มากที่สุด เพราะต้นเหตุคือช็อกจากแรงขายทำกำไร ไม่ใช่เศรษฐกิจถดถอยหรือกำไรที่กำลังมีปัญหา
สุดท้าย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดหมีผ่านพ้นไปแล้ว
ในทางเทคนิค ตลาดหลุดพ้นภาวะหมีเมื่อฟื้นขึ้นเกิน 20% จากจุดต่ำสุด แต่เส้นทางของตลาดมักไม่เป็นเส้นตรง
ตลาดหมีมักมีการเด้งกลับหลอก ระหว่างทาง หรือ Bear Market Rallies 19 ครั้งนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 เฉลี่ยกินเวลา 44 วันและให้ผลตอบแทนราว 10-15% ก่อนที่จะกลับลงไปทำจุดต่ำใหม่
ดังนั้นสัญญาณที่เชื่อถือได้จริงจึงไม่ใช่แค่ราคาที่เด้ง แต่คือการที่ราคากับกำไรกลับมาสอดคล้องกัน พร้อมกับความผันผวนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกจนขายที่จุดต่ำสุด หรือไล่ซื้อโดยไม่มีกรอบ แต่ควรแบ่งกลยุทธ์รับมือตลาดหมีให้เป็นทั้งรุกและตั้งรับ
กลยุทธ์แรกคือ ‘ยืนสู้’ ด้วยการลงทุนใน Reasonable Hyperscalers หรือผู้เล่นรายใหญ่ที่ลงทุน AI อย่างมีวินัย
เน้นไปที่บริษัทที่เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่กระแสเงินสดจากธุรกิจหลักแข็งแรงพอจะรองรับ Capex ได้โดยไม่ต้องพึ่งหนี้มากเกินไป และมีสัญญาณรายได้จริง ไม่ใช่แค่คำสัญญา เช่น ผู้ให้บริการคลาวด์ที่รายได้ Cloud โตเร็วกว่า Capex หรือแพลตฟอร์มโฆษณาที่ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพจนเห็นผลเป็นรายได้
กลยุทธ์ที่สองคือ ‘ขี่หลังหมี’ หรือ Fast Adopters หรือธุรกิจนอกวงการเทคโนโลยีที่นำ AI มาใช้จริงจนเห็นผลเป็นกำไร
ลงทุนในผู้ที่นำ AI ไปลดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรต่อหน่วยอย่างวัดผลได้ เช่น เครือข่ายชำระเงินที่ใช้ AI ตรวจจับการทุจริต หรือธุรกิจกระจายสินค้าสุขภาพที่ใช้ AI บริหารห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของนักสะสมกำไร (Compounders) กำไรกำลังเติบโตเร็ว แต่กลับถูกมองข้ามเพราะไม่ใช่หุ้นกลุ่ม Tech จุดเด่นสำคัญที่มองเห็นชัดคือระดับมูลค่าที่ถูกลง แม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น
กลยุทธ์สุดท้ายคือ ‘หนีไป’ หรือ Anti-AI เน้นธุรกิจที่ไม่ถูกกระทบจากทั้งขาขึ้นและขาลงของธีม AI ไปเลย
แนวคิดจะเริ่มด้วยการหาธุรกิจที่มูลค่าผูกกับประสบการณ์ทางกายภาพที่ AI แทนที่ไม่ได้ เช่น โรงแรม สวนสนุก และความบันเทิงสด จุดแข็งคือ Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี สามารถสะสมได้ แต่ความท้าทายที่ต้องจับตาแทน AI คือภาวะเศรษฐกิจ การบริโภค หรือเงินเฟ้อ
ผมมองว่าการที่หุ้นชิปเข้าสู่ตลาดหมีรอบนี้ไม่ใช่สัญญาณให้หนี แต่เป็นบททดสอบว่าใครถือหุ้นด้วยเหตุผลที่แท้จริง
เมื่อต้นเหตุคือความเร็วของราคาไม่ใช่พื้นฐานเปลี่ยนแปลง การเกิดขึ้นของตลาดหมีอาจเป็นเพียงการคลายความร้อนแรง ไม่ใช่จุดจบของธีม AI
คำถามไม่ใช่ ‘หนีหรือสู้’ ที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการมีทั้งสามกลยุทธ์ผสมกันในพอร์ต ยืนสู้กับตัวจริง ขี่หลังหมีกับผู้ได้ประโยชน์ และเผื่อทางหนีไว้กับธุรกิจนอก AI
Howard Marks เคยกล่าวไว้ว่า “You can’t predict, but you can prepare” ในตลาดที่ผันผวนสูงเช่นนี้ การเตรียมพร้อมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ
ภาพ: Shutterstock AI

