หลังวิกฤตตะวันออกกลาง ด้วยเทรนด์โลก ถนนทุกสายต่างมุ่งสู่พลังงานสะอาด ส่งผลให้ กนอ.ปรับแผนเปลี่ยนเกมจากปิโตรเคมีขาลง สู่พลังงานแห่งอนาคต เดินหน้ามาบตาพุดเฟส 3
หากแผน PDP ฉบับใหม่คลอด พร้อมดึงลงทุนพลังงานยุคใหม่ ทั้งไฮโดรเจน SMR ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนให้ความสนใจจำนวนมาก โดย ‘วราวุธ’ ถก 10 บิ๊กคอร์ป ปลดล็อกเงื่อนไข EEC เร่งเครื่องมาบตาพุดสู่ฮับอุตสาหกรรมสีเขียวภูมิภาค
THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ความคืบหน้าโครงการท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ 3 กับ สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยสุเมธ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งใน 4 เมกะโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าประมาณ 93,625 ล้านบาท
ด้วยการถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี และยังมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ โดยการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 2 ช่วง
โดยช่วงที่ 1 เป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน ระบบขนส่งทางท่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่เอกชนคู่สัญญาคือ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP) ได้สิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซและพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมรองรับการนำเข้า LNG ได้ 11 ล้านตันต่อปีอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

“งานก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ยังคงเดินหน้าตามแผน ภาคเอกชนบางส่วนได้เริ่มเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีการถมทะเลแล้ว สำหรับพื้นที่ส่วนอื่นอยู่ระหว่างการปรับสภาพ รอให้ดินและตะกอนมีความมั่นคงก่อนพัฒนาโครงการเพิ่มเติม และคาดว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบภายใน 2 ปี”
ลุ้นคลอดแผน PDP 2026
ส่วนช่วงที่ 2 เป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ (Superstructure) แบ่งเป็นพื้นที่แปลง A และ C
“ยอมรับว่ามีความความล่าช้า หลังจากรัฐบาลยังไม่เคาะรูปแบบ ร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) หรือเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) และต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) PDP เพื่อทบทวนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ใหม่ ด้วยเหตุที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขาลง น้ำมันมีความผันผวนสูง เราจำเป็นต้องรอความชัดเจนรัฐบาล” สุเมธ กล่าว
สุเมธ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ซึ่งเดิมพื้นที่แปลง A และแปลง C ได้วางแนวทางการลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost ประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับนั้น จะมาจากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- เปิด (ร่าง) แผน PDP ปรับเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR สำคัญอย่างไร ทำไมคนไทยต้องรู้?
- ลุ้นไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ไปต่อหรือพอแค่นี้
- เปิดบันทึก FDI ย้อนหลัง 10 ปี ‘ไทย’ อยู่ตรงไหน เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียน
- เกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมไทย? FDI อินโดฯ-เวียดนามพุ่ง สวนทาง ‘ไทย’ หากเดินช้าเสี่ยงหลุดสถานะผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน
ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า
“ตอนนี้เราเตรียมทบทวนแนวทางใหม่ซึ่งก็ได้เสนอเรื่องต่อ ครม. ไปแล้ว เรามีแนวคิดให้เป็นการลงทุนแบบ G2G หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในอนาคต ซึ่งเบื้องต้น เสนอไว้ประมาณ 6 รูปแบบ จึงต้องรอว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร”
พลิกโอกาสปิโตรฯขาลง ดึงลงทุนพลังงานยุคใหม่
สำหรับพื้นที่ ช่วงที่ 2 เตรียมไว้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนสู่พลังงานสะอาด ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนว่าอุตสาหกรรมใดควรเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศระยะยาว
แม้ว่าเดิมทีโครงการถูกออกแบบให้การพัฒนาระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เดินหน้าไปพร้อมกัน
ดังนั้น พื้นที่ตรงส่วนนี้จึงเปลี่ยนแนวทางให้ใช้ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงสะอาด พลังงานไฮโดรเจน โซล่าร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ทุกรูปแบบ
หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดเข้ามาลงทุน เนื่องจากต้องรอความชัดเจน PDP ก่อน ส่งผลให้การพัฒนาโครงการอาจล่าช้ากว่ากรอบเดิมที่วางไว้”
โดยตามแผนเดิมกำหนดลงนามสัญญาร่วมทุนและเริ่มก่อสร้างในปี 2567 ก่อนเปิดดำเนินการในปี 2569
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาใช้พื้นที่อย่างแน่นอน เนื่องจากขณะนี้มีทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติแสดงความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

ขณะเดียวกัน กนอ. ยังคงเดินหน้าดูแลผลกระทบต่อชุมชนประมงในพื้นที่ โดยได้จ่ายเงินเยียวยารอบแรกให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังมีบางกลุ่มที่เห็นว่ายังได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประมง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม
ทั้งนี้ สำหรับโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลประมาณ 450 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคอีกกว่า 600 ไร่ ในจำนวนนี้ประมาณ 200 ไร่ กำหนดให้รองรับ LNG Terminal ของกลุ่ม ปตท. เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวของประเทศ มีการแบ่งพื้นที่เป็นแปลง A B C
โดยแปลง B ให้ Gulf MTP ทำท่าเรือก๊าซ LNG ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2572
ในขณะที่แปลง A ตามแผนเดิมคือท่าเรือขนส่งสินค้าเหลว ปิโตรเคมี และเคมิคอลต่างๆ และแปลง C จะเป็นคลังสินค้า โรงไฟฟ้า โรงงานเหล็ก โครงการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2572
ด้านวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากหารือร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ่ 10 บริษัทในพื้นที่ EEC ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหา ทั้งปลดล็อกกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเข้าถึง Renewable Energy ตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก
เอกชนชงรัฐเร่งปลดล็อกลงทุน 5 ข้อ
- เร่งผลักดันระบบการเข้าถึงพลังงานเสรี การใช้สาธารณูปโภคร่วม (Common Utilities)
- สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับเป้าหมาย RE100 จากแรงกดดันจากมาตรการลดคาร์บอนและกติกาการค้าสีเขียวโลก โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของยุโรป ที่กำลังเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย
- ต้องการให้รัฐร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สนับสนุนพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำ และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน (CCUS)
- เรียกร้องให้ปฏิรูประบบอนุญาตภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน EIA/EHIA ผ่านระบบดิจิทัลและ One Stop Service รวมถึงเปิดพื้นที่ Regulatory Sandbox เพื่อทดลองนวัตกรรมใหม่ทางอุตสาหกรรม
- การผลักดันท่าเรืออัจฉริยะ หรือ Smart Port เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการลำเลียงวัตถุดิบ
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ที่ไทยกำลังเจอความเสี่ยงจากภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ รัฐบาลเตรียมพื้นที่อ่างเก็บน้ำไว้รองรับรวมถึงแผนการผันน้ำพื้นที่แล้ว
“เราจะปรับให้มาบตาพุดเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม สู่ฮับอุตสาหกรรมสีเขียวภูมิภาค
หลังวิกฤตการแข่งขันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกกดดัน แข่งขันรุนแรง และกำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดจากจีน บวกกับเหตุวิกฤตตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรลดลงและการลงทุนใหม่ชะลอตัว” วราวุธ กล่าวทิ้งท้าย
ภาพ: Shutterstock / Ben Petcharapiracht

