สศอ.เผยจีนนำระบบนิเวศ EV ครบวงจรภูมิภาค ไทยและเวียดนามตลาดโตแต่ยังติดข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐาน แนะเร่งพัฒนาแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และมาตรฐานใหม่ รับศึกชิงฐานผลิตอาเซียน
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยผลการศึกษาโครงการประเมินความพร้อมของตลาดยานยนต์พลังงานใหม่และระบบการเดินทางอัจฉริยะในประเทศอนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง พบจีนมีความพร้อมสูงสุด
ขณะที่ไทยและเวียดนามอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนกัมพูชาและ สปป.ลาว ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา
ศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ร่วมกับสถาบันยานยนต์ ดำเนินโครงการประเมินความ พร้อมของตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEVs) และระบบการเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility) ในอนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง สนับสนุนโดยกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง สาธารณรัฐประชาชนจีน ครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ไทย เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว
ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนระดับความพร้อมและศักยภาพ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในแต่ละประเทศ โดยประเมินจาก 5 มิติสำคัญ ได้แก่ สถานะตลาด นโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและดิจิทัล และเทคโนโลยียานยนต์

เผยตลาด EV ไทยและเวียดนามโตเร็ว
ผลการศึกษา พบว่าจีนมีความพร้อมสูงสุดในภูมิภาค เนื่องจากมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจร
ทั้งด้านการผลิต เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และกรอบนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ ประเทศไทยและเวียดนามอยู่ในระดับความพร้อมปานกลาง โดยมีการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและการลงทุนจากภาคเอกชน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
ส่วนกัมพูชาและ สปป.ลาว ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาตลาด
และยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งด้านนโยบาย การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
ชี้ภูมิภาคยังมีข้อจำกัดสถานีชาร์จ
ทั้งนี้ ประเทศในภูมิภาคยังเผชิญความท้าทายร่วมกันหลายด้าน ได้แก่ การขาดระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับสถานีชาร์จอัจฉริยะ เช่น Smart Charging และ Vehicle-to-Grid (V2G) การขาดกรอบนโยบายและกฎระเบียบด้านระบบการเดินทางอัจฉริยะและยานยนต์อัตโนมัติ ความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัย ทางไซเบอร์และการบริหารจัดการข้อมูลที่ยังไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดของเครือข่ายสถานีชาร์จความเร็วสูง โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมือง ขณะเดียวกัน การประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล ยังจำเป็นต้องเร่งบูรณาการให้สอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อให้การพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์พลังงานใหม่และการเดินทางอัจฉริยะในภูมิภาคสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ
ศุภกิจ กล่าวว่า ผลการศึกษาจะเป็นข้อมูล สำคัญในการกำหนดแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เชื่อมโยงกับตลาด และห่วงโซ่อุปทานยานยนต์พลังงานใหม่ของภูมิภาคล้านช้าง แม่โขง
THE STANDARD WEALTH มีโอกาสร่วมลงพื้นที่ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ MG ของบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
ศุภกิจ ระบุว่า โรงงานผลิตรถยนต์ MG สามารถสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นจริงในภาคการผลิต ทั้งด้านเทคโนโลยีการลงทุน และการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อจะเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดและข้อจำกัดของแต่ละประเทศในภูมิภาคต่อไป
สรุปผลศึกษาไทยต้องเร่งห่วงโซ่อุปทาน EV รักษาฐานผลิต
อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาของ สศอ. สะท้อนว่าไทยควรเร่งยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมไปสู่
การเป็นฐานผลิตและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานยานยนต์พลังงานใหม่ของภูมิภาค
โดยเฉพาะการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ มาตรฐานรองรับเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid และระบบการเดินทาง
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ และระบบการเดินทางอัจฉริยะในอนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขงจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งด้านนโยบายเทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างมาตรฐาน องค์ความรู้ หนุนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
MG มองหากไทยไม่เร่งปรับตัว อาจเสียฐานผลิต
ด้านสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (MG) เปิดเผยว่า เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัว ให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลกเริ่มนำเข้ารถยนต์ EV ที่มากขึ้น
นอกจากนี้ สุโรจน์มองว่า มาตรการส่งเสริมภาครัฐในระยะต่อไป ไม่ควรใช้รูปแบบการอุดหนุนเงินซื้อรถยนต์เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ
ในนามสมาคม EVAT ได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐหลายรูปแบบ ทั้งมาตรการที่ใช้งบประมาณและไม่ใช้งบประมาณ โดยข้อเสนอที่ให้ความสำคัญคือการสนับสนุนดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แทนการอุดหนุนเงินดาวน์หรือเงินส่วนลดให้กับผู้ซื้อโดยตรง
“ภาครัฐควรสื่อสารให้ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางของมาตรการใหม่ เนื่องจากทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะออกมาตรการส่งเสริม ผู้บริโภคมักชะลอการตัดสินใจซื้อรถเพื่อรอความชัดเจน ส่งผลให้ยอดจองและยอดขายของอุตสาหกรรมชะลอตัวในช่วงดังกล่าว”
สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้ 2569 ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ว่าความต้องการซื้อจะยังมีอยู่ แต่ผู้ผลิตยังเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาซัพพลายเชนและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบ ทำให้การผลิตบางช่วงอาจไม่สามารถส่งมอบรถได้ครบ แม้จะมีแบตเตอรี่พร้อมใช้งานก็ตาม
“แต่อย่างน้อยการที่มีคำสั่งซื้อเข้ามา โดยเฉพาะช่วงมิเตอร์โชว์ที่ยอดจอง EV สูงเป็นประวัติการณ์ ถือเป็นสัญญาณที่ดี สิ่งสำคัญคือผู้ผลิตต้องสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ภาพรวมจึงยังดี” สุโรจน์ กล่าว

ก.อุตฯ วางกติกามาตรฐานใหม่ ชิงฐานผลิต EV อาเซียน
ด้านวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ล่าสุด คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเห็นชอบให้ผลิตภัณฑ์และระบบที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) อีก 5 มาตรฐาน เป็นสินค้าควบคุม ประกอบด้วย สายชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบพกพา , ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) , ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบฟาสต์ชาร์จ (DC Fast Charger) , มาตรฐานการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนจากด้านข้าง, มาตรฐานการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนจากด้านหน้าของยานยนต์
”การลงทุนในอุตสาหกรรม EV ที่รุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาค รวมถึงตลาด EV ในไทยก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เราจึงเร่งอุดช่องโหว่ โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไปสู่ระบบนิเวศ EV อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการติดตั้งสถานีชาร์จทั้งในบ้าน คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน และพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจุบันไทยกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ EV แล้วถึง 214 มาตรฐาน และบังคับเป็นสินค้าควบคุมแล้ว 6 มาตรฐาน
ขณะที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน มี.ค. 2570 ส่วนมาตรฐานใหม่อีก 5 รายการ จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2570-2571 ส่งผลให้จำนวนสินค้าควบคุมด้าน EV เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี
สำหรับสายชาร์จแบบพกพาและตู้ชาร์จ AC ที่ใช้ในบ้านพักอาศัย คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน มิ.ย. 2570 ส่วนตู้ชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จและมาตรฐานการป้องกันการชนของยานยนต์จะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2571
การเร่งยกระดับมาตรฐานในครั้งนี้ จึงเป็นการวางกติกาเศรษฐกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม EV ไทยในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้บริโภค นักลงทุน และผู้ผลิต ท่ามกลางการแข่งขันชิงฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ

