สภาพคล่องทางการเงินเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจ ในปัจจุบัน กฎเกณฑ์ทางการค้าระดับสากลได้กดดันให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลงทุนเพิ่มจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันความเสี่ยงและรักษาโอกาสทางการค้า โดยมีเครื่องมือทางการเงินหลากรูปแบบที่พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้
ประเด็นสำคัญ
สินเชื่อสีเขียว (Green Finance)
สินเชื่อสีเขียวจากสถาบันการเงินเป็นเครื่องมืออันดับแรกๆ ที่ผู้ประกอบการเลือกใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด โดยมีจุดเด่นด้านเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อทั่วไป ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการรวบรวมตัวเลขมูลค่าสินเชื่อสีเขียวในระบบธนาคารทั้งหมด แต่แนวโน้มพบว่าทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์ต่างขยายวงเงินสินเชื่อประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นโครงการพลังงานสะอาดและเริ่มเจาะลึกรายอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้สนับสนุนสินเชื่อสีเขียวมูลค่ารวม 17,575 ล้านบาท แก่ 7 กลุ่มธุรกิจ เพื่อพัฒนาโครงการโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใหม่จำนวน 9 แห่ง
KKP เน้นการเป็นพันธมิตรเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ตรงจุด
วราพงศ์ วงศ์วัชรา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานความยั่งยืน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) อธิบายว่า ปัจจุบันธนาคารได้นำมาตรฐาน Partnership for Carbon Accounting Financials (PCAF) มาใช้เพื่อวัดและเปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการให้สินเชื่อและการลงทุน (Financed Emissions) ซึ่งหมายความว่าปริมาณคาร์บอนที่ลูกหนี้ปล่อยจะถูกคำนวณเป็นยอดปล่อยคาร์บอนของธนาคารด้วย
KKP ได้เข้าร่วมโครงการ Financing the Transition ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงวัฏจักรความยั่งยืน ปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอ Green Finance ของ KKP ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งธนาคารได้จัดส่งทีมที่ปรึกษาเข้าดูแลร่วมกับลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง การประเมินผลกระทบต่อชุมชนและสังคม (EIA) ไปจนถึงกระบวนการขาย ทั้งนี้ ในปี 2569 KKP มีเป้าหมายสนับสนุนวงเงินสินเชื่อแก่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าเก่าและใหม่รวม 5,000 ล้านบาท โดยจะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยจากระดับปกติผ่านเกณฑ์การแบ่งลำดับขั้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Tiering)

ตราสารหนี้สีเขียวยังโตต่อเนื่อง
ทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประเมินว่า ตลาดตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ปัจจุบันมีการอนุมัติตราสารหนี้ 4 ประเภทหลัก ได้แก่
- Green Bond: ระดมทุนเพื่อโครงการสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาด
- Social Bond: ระดมทุนเพื่อการพัฒนาสังคม เช่น การสร้างระบบสาธารณูปโภค สาธารณสุข หรือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ด้อยโอกาส
- Sustainability Bond: ระดมทุนเพื่อโครงการที่ควบรวมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้าด้วยกัน
- Sustainability-Linked Bond: ตราสารหนี้ที่ไม่ได้จำกัดวัตถุประสงค์การใช้เงิน แต่ผูกโยงกับเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร เช่น หากบริษัทสามารถลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ร้อยละ 10 ภายใน 5 ปี จะได้รับสิทธิ์ลดอัตราดอกเบี้ย แต่หากทำไม่ได้อัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้น ตราสารประเภทนี้มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนถึงปี 2569

นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) เพื่อออกหลักเกณฑ์ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลือง (Thailand Amber Bond) โดยอ้างอิงเกณฑ์จาก Thailand Taxonomy คาดว่าจะอนุมัติให้เสนอขายได้ภายในปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถระดมทุนผ่านระบบคราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) ซึ่งเป็นการระดมทุนจากประชาชนหมู่มากผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง โดยให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย หุ้น หรือผลิตภัณฑ์ ตามข้อตกลง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจและเป็นแนวปฏิบัติที่มีเพียงไม่กี่ประเทศทั่วโลก
ธปท. ดันระบบ Taxonomy และโครงการ Sandbox
ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า Thailand Taxonomy เปรียบเสมือนพจนานุกรมมาตรฐานกลางในการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุม 6 ภาคอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ พลังงาน ขนส่ง เกษตร ก่อสร้าง ภาคการผลิต และการจัดการของเสีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศราวร้อยละ 95 โดยใช้เกณฑ์สัญลักษณ์ไฟจราจรในการแบ่งกลุ่ม:
- สีเขียว: กิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือใกล้เคียง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
- สีเหลือง: กิจกรรมที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน แม้ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง แต่มีแผนงาน กรอบเวลาลดคาร์บอนที่ชัดเจน หรือมีการใช้เทคโนโลยีปรับปรุงประสิทธิภาพ (เป็นเกณฑ์เฉพาะที่พัฒนาขึ้นให้สอดรับกับบริบทของไทย เนื่องจาก SMEs ไทยยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูง หากบังคับให้เปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวทันทีอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม)
- สีแดง: กิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับเส้นทาง Net Zero และไม่มีการปรับตัว
การได้รับการรับรองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการอ้างอิงเพื่อขอสินเชื่อหรือออกตราสารหนี้ และเป็นเครื่องมือให้ธุรกิจใช้ประเมินตนเองเพื่อพัฒนาไปสู่ระดับสีเขียว
ล่าสุด ธปท. ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เปิดตัวโครงการ Green Solutions for Hotels ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมโรงแรมแบบครบวงจร ท่ามกลางแรงกดดันจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เน้นย้ำเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการความร่วมมือกับสมาคมจัดการพลังงาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (แพลตฟอร์มวัดก๊าซเรือนกระจก) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นโรงแรมสีเขียว (Green Hotel)
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Green Innovation Sandbox เนื่องจาก ธปท. ต้องการขยายบทบาทของธนาคารพาณิชย์ให้เป็น One Stop Service มากกว่าการให้สินเชื่อเพียงอย่างเดียว โดยให้ธนาคารสามารถทดลองให้บริการเชิงรุก เช่น การเป็นที่ปรึกษา ช่วยประเมินค่าการปล่อยคาร์บอน และเป็นตัวกลางซื้อขายตราสาร ซึ่งหากผลการประเมิน Sandbox ผ่านไปด้วยดี ธปท. จะดำเนินการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
KBANK เสนอนวัตกรรมเชิงโครงสร้างและระบบแรงจูงใจ
พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ระบุว่า เครื่องมือทางการเงินในปัจจุบันทั้งสินเชื่อสีเขียวและ Green Bond ถือเป็นตัวช่วยที่ดีและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งธนาคารอยู่ระหว่างการเตรียมออกตราสารหนี้สีน้ำเงิน (Blue Bond) เพื่อเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำและทางทะเลเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เครื่องมือเหล่านี้ขยายผลได้อย่างก้าวกระโดด (Scale Up) คือความชัดเจนของนโยบายภาครัฐสู่ภาคปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมการเงิน (Innovative Finance) อย่างแท้จริง เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดล้วนเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ
ภาครัฐจึงควรจัดให้มีกลไกสร้างแรงจูงใจ (Incentive Mechanism) ควบคู่กับระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance System) โดยส่งเสริมให้องค์กรที่ปรับตัวและเปิดเผยข้อมูลได้รับผลตอบแทนเชิงบวก เช่น การเพิ่มขึ้นของมูลค่าหรือราคาของบริษัท (เมื่อเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มสีแดงสู่เหลืองหรือเขียว) ในทางกลับกัน องค์กรที่ไม่มีนโยบายลดคาร์บอนควรถูกปรับลดมูลค่า (Discount) เพื่อสะท้อนความเสี่ยง โดยจัดให้มีหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) คอยตรวจสอบและวัดผลผ่านดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน เช่น ดัชนีด้านป่าไม้ แหล่งน้ำ และปริมาณคาร์บอน ซึ่งกลไกนี้จะเป็นตัวเร่งให้ภาคธุรกิจเร่งทำความเข้าใจ ลงมือปฏิบัติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่บริษัทและประเทศชาติในที่สุด

ภาพ: panuwat phimpha / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260203.html
- https://www.sec.or.th/TH/Pages/News_Detail.aspx?SECID=12726
- https://sustainablefinance.sec.or.th/Bond
- source=” style=”color: #999999; text-decoration: underline;” target=”_blank” rel=”noopener”>https://www.thaibma.or.th/EN/BondInfo/ESG.aspx?utm_source=
- https://www.bot.or.th/th/financial-innovation/sustainable-finance/green/Green-Innovation-Sandbox.html
- งานสัมมนาการประชุมวิชาการประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ครั้งที่ 21 หัวข้อ ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำฯ’ และ ‘ปลดล็อกระบบการเงินไทย สู่เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสู่ Net Zero’

