ศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ. กรุงศรี เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 2569 โดยเศรษฐกิจไทยจะยังได้รับแรงหนุนจากการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนต่อเนื่อง สะท้อนจากช่วงครึ่งแรกของปี ที่มูลค่าการส่งออกเดือนมกราคม-มิถุนายน เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 17% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB), ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD)
ประเด็นสำคัญ
โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นรองเพียงไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ บลจ. กรุงศรี มองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจากการเข้ามาลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ และซัพพลายเชน AI
สอดคล้องกับข้อมูลของ BOI ที่รายงานว่าในช่วงไตรมาส 1/2569 ประเทศไทยมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1.02 ล้านล้านบาท เติบโตมากถึง 142% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ และซัพพลายเชน AI แบ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย BCG, EV, Smart Electronics, Digital, Creative รวมมูลค่า 0.94 ล้านล้านบาท และเป็นเงินลงทุนในโครงการใหม่มูลค่า 0.94 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อที่อาจปรับขึ้นแตะระดับ 3-4% จากฐานที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภายในประเทศ
คงมุมมองตราสารหนี้ “Neutral” ชี้ Yield ยังน่าสนใจ
บลจ. กรุงศรี ยังคงมุมมองการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระดับ “Neutral” โดยมองว่าโอกาส การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีจำกัด ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันยังน่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อ ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
ตลาดจึงให้น้ำหนักว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 2569 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่า จะยังคงอัตราดอกเบี้ย นโยบายไว้ที่ 1% และยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่า GDP จะเติบโตที่ระดับศักยภาพ
SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด งบดุลแกร่ง-ปันผลสูง
ฑลิต โชคทิพย์พัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะเติบโตแต่ไม่หวือหวา โดย บลจ. กรุงศรี ให้เป้าหมาย SET ไว้ที่ 1,620 จุด กรณีฐาน แต่ปัจจุบันดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,630-1,650 จุด ในระยะข้างหน้า Best Case มีโอกาสปรับขึ้นเป็น 1,700 จุด และมีประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 อยู่ที่ 97.4 บาทต่อหุ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แนวโน้มเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่องและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังได้รับความสนใจในฐานะ safe haven หลบความผันผวน และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงที่ 5-7% โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มแบงก์ ที่แม้ราคาจะปรับขึ้นมาเยอะแล้ว แต่ยังให้เงินปันผลที่ระดับ 6-7% สะท้อนว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีงบดุลที่แข็งแกร่ง และหันมาใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นคืน (Stock Buyback) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น
ประกอบกับรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ วางแผนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าระยะสั้น ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้ปีนี้นักลงทุนต่างชาติ กลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบหลายปี สวนทางกับนักลงทุนสถาบัน ที่ทยอยขายทำกำไรอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก รวมมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ประมาณการกำไรต่อหุ้นยังถูกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นมาแล้ว 13% มาอยู่ที่ 96.87 ในปัจจุบัน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง การคลายตั้งสำรองของบริษัท และ ความคาดหวัง ของตลาดที่ต่ำ จากบรรยากาศตลาดหุ้นไทยที่ซบเซาต่อเนื่องหลายปี
แตกต่างกับแนวโน้มในอดีต ซึ่งปกติแล้วในช่วงต้นปี ตลาดมักจะตั้งความคาดหวัง ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนไว้สูง แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆปรับลดประมาณการลงมาเรื่อยๆ

ธีม AI ไปต่อ แนะซื้อหุ้นเทคจีนเพิ่ม Upside
ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ย แต่ บลจ. กรุงศรี มองว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น ยังมีแนวโน้ม สร้างผลตอบแทนได้ดี จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งนี้ยังลงทุนสินทรัพย์ในธีม AI ต่อไปได้
ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายน พบว่า ความต้องการชิ้นส่วนในซัพพลายเชน AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2570 ท่ามกลางอุปทานที่ยังตึงตัว ทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน มีอำนาจกำหนดราคาขายในตลาด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนมาร์จิ้นให้ปรับเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การลงทุนหุ้นต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจเร่งความผันผวนของราคาพลังงาน และ สินทรัพย์เสี่ยง
- หุ้นกลุ่ม AI และ เทคโนโลยีมีโอกาสปรับฐาน จากแรงขายทำกำไรระยะสั้น หลังปรับตัวขึ้นแรงในช่วงครึ่งปีแรก
- ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ยยังคงอยู่ โดยอัตราดอกเบี้ยอาจทรงตัวในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งจะกดดันทั้งมูลค่าหุ้น และ บรรยากาศการลงทุนโดยรวม
4 ธีมลงทุนคว้าโอกาสครึ่งหลังปี 2569
- รับมือตลาดผันผวนด้วยหุ้น Defensive และ ตราสารหนี้ระยะสั้น เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่ม Healthcare ซึ่งมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ และทนทานต่อ วัฏจักรเศรษฐกิจ ควบคู่กับตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต พร้อมรักษาสภาพคล่องในช่วงที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอน
- เพิ่มผลตอบแทนด้วยหุ้นคุณภาพและหุ้นปันผล
เพิ่มเสถียรภาพพอร์ต ด้วยการเลือกลงทุนบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และทำกำไรต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นปันผลช่วยเพิ่มผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดผันผวน คว้าโอกาสการเติบโตตามกระแสโลก โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้พอร์ต
- หุ้นเทคโนโลยีและ AI เครื่องยนต์การเติบโตระยะยาว
AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ช่วงการพิสูจน์ ว่าสามารถสร้างรายได้และกำไรได้จริงแค่ไหน โดยหุ้นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ ครอบคลุมซัพพลายเชนตั้งแต่แพลตฟอร์ม AI เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ ไปจนถึง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
แม้หุ้นกลุ่มนี้จะมีศักยภาพสร้างการเติบโตให้พอร์ตในระยะยาว แต่ก็พ่วงมาด้วย ความผันผวน และความเสี่ยงเรื่องมูลค่าที่ยังสูงเกินพื้นฐาน แนะนำให้ลงทุนในกองทุน Global Tech และ Chinese Tech
- หุ้นเทคโนโลยีจีน โอกาสที่ตลาดไม่ควรมองข้าม
ปัจจุบันจีนมีความโดดเด่นด้านการผลิตหุ่นยนต์ (Robotics) เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา จีนมีการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมเกือบทั้งซัพพลายเชน ทั้งชิปประมวลผล พลังงาน ระบบระบายความร้อน และแบตเตอรี่
ทำให้จีนสามารถผลิตหุ่นยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม โดยผลิตได้จำนวนมากกว่าและมีราคาถูกกว่าคู่แข่งอย่างสหรัฐฯ
ในส่วนของซอฟต์แวร์ ล่าสุด Moonshot AI ได้เปิดตัวโมเดล Kiwi K3 ซึ่งได้สร้าง แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้บริษัท AI เจ้าใหญ่ในสหรัฐฯ โดยทำคะแนนทดสอบ และการใช้งานจริงสูสีกับโมเดล AI ระดับท็อปอย่าง Fable5 ของ Claude และ GPT 5.6 Sol ของ ChatGPT ในราคาที่ถูกกว่า สะท้อนว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนมี Upside สูงมาก แต่มูลค่ายังถูกกว่าสหรัฐฯ อยู่มาก
นอกจากนี้ หุ้นเทคโนโลยีจีนและฮ่องกงมักได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่ย้ายออกจากสหรัฐฯ เมื่อมีการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
บลจ. กรุงศรี ตั้งเป้าปี 69 AUM แตะ 7.2 แสนล้าน
สุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ. กรุงศรี) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 691,000 ล้านบาท
โดยกองทุนรวมยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 69) และในช่วงครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับ บริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Invesco เปิดตัว 3 กองทุนใหม่ ได้แก่
KF-GEI ที่มีขนาดกองทุน 1,398 ล้านบาท กองทุน KF-SP500M และ กองทุน KF-SP500MFX ซึ่งมีขนาดกองทุนรวม 1,352 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกองทุนสกุลเงินตราต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 1.39 พันล้านบาท
ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีหลัง บลจ. กรุงศรียังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง คาดว่า AUM ทั้งปี 2569 จะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ 720,000 ล้านบาท
ภาพ: Who is Danny / Shutterstock/


