×

KResearch วิเคราะห์ แบงก์เปลี่ยนเกมทำกำไร หลัง NIM หด เร่งต่อยอดค่าฟี ลดพึ่งรายได้ดอกเบี้ย

25.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงการปรับกลยุทธ์ทำกำไรของธนาคาร โดยลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยและเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม

ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ ร่วมกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้การเร่งขยายสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ไม่ใช่ทางเลือกหลักในการประคองรายได้ดอกเบี้ยเช่นในอดีต เพราะอาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์

 

 
 

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) วิเคราะห์งบการเงินธุรกิจในกลุ่มธนาคาร พบว่า ในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา ธุรกิจกลุ่มธนาคารสามารถทำกำไรได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการเติบโตของสินเชื่อเพียงอย่างเดียว จากการปรับตัวใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

 

  • การบริหารต้นทุนเงินทุนเพื่อประคองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
  • การเพิ่มบทบาทของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
  • การคัดเลือกการเติบโตควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์

 

การบริหารต้นทุนเงินทุนเพื่อประคองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ

 

ธนาคารแต่ละแห่งต้องประคองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ผ่านการบริหารต้นทุนเงินทุนเชิงรุก และปรับพอร์ตสินเชื่อเชิงกลยุทธ์

 

โดยในการบริหารต้นทุนเงินทุนเชิงรุก ธนาคารแต่ละแห่งเริ่มมีการทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก ลดสัดส่วนเงินฝากประจำต้นทุนสูง ปรับโครงสร้างแหล่งเงินทุน และบริหารสภาพคล่องให้สอดคล้องกับทิศทางสินเชื่อ เพื่อชดเชยผลจากอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ลดลง กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ NIM ของบางแบงก์เริ่มขยับขึ้นในไตรมาส 2/2569 และส่งผลให้ NIM โดยรวมของกลุ่มแบงก์ปรับลดลงช้ากว่าหลายไตรมาสก่อนหน้า

 

ขณะที่การปรับพอร์ตสินเชื่อเชิงกลยุทธ์เพื่อรักษาคุณภาพการเติบโต แบงก์ส่วนใหญ่เลือกขยายสินเชื่อในพอร์ตที่มีความได้เปรียบและบริหารความเสี่ยงได้ เช่น สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ เงินทุนหมุนเวียน กิจการต่างประเทศและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมชะลอพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่เติบโตส่วนใหญ่ยังให้ผลตอบแทนไม่สูง จึงยังไม่สามารถสร้างแรงส่งต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้มากนัก

 

KResearch

 

การเพิ่มบทบาทของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า กลุ่มธุรกิจธนาคารเริ่มมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2568 หลังรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเผชิญแรงกดดันหลายไตรมาสติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ความสามารถในการสร้างรายได้ของแต่ละแบงก์ยังแตกต่างกันตามฐานลูกค้า ความเชี่ยวชาญ และโครงสร้างธุรกิจของแต่ละแห่ง

 

โดยงบการเงินย้อนหลังหลายไตรมาสชี้ให้เห็นถึง 2 แนวทางสำคัญในการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจธนาคาร ได้แก่ การต่อยอดธุรกิจจากจุดแข็ง และการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของผลประกอบการ ดังนี้

 

  • ต่อยอดฐานลูกค้าเพื่อสร้างรายได้มากกว่าธุรกิจสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

 

หลายแบงก์ขยายความสัมพันธ์กับลูกค้าไปสู่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง กองทุน ประกัน และบริการตลาดทุน โดยอาศัยจุดแข็งที่แตกต่างกัน ทั้งฐานลูกค้ารายใหญ่และลูกค้ามั่งคั่ง ความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน เครือข่ายบริษัทในกลุ่มและช่องทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่หลากหลาย ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 สวนทางกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง

 

  • ใช้ความหลากหลายของแหล่งรายได้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของผลประกอบการ

 

นอกจากรายได้ค่าธรรมเนียมแล้ว ยังมีกำไรสุทธิจากเงินลงทุน FVTPL เงินปันผล รายได้จากธุรกิจในเครือและรายได้อื่น เข้ามาช่วยเสริมผลการดำเนินงาน สะท้อนความพยายามลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยและบรรเทาความผันผวนในบางช่วง อย่างไรก็ดี รายได้ส่วนนี้ยังขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและราคาสินทรัพย์ จึงมีบทบาทเป็นแรงประคองมากกว่าจะเป็นแหล่งรายได้ที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกไตรมาส (รูปที่ 2)

 

KResearch

 

 

การคัดเลือกการเติบโตควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึงและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มยังเปราะบาง ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเร่งขยายสินเชื่อ แต่เลือกบริหารการเติบโตควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยง

 

โดยงบการเงินในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้

 

  • บริหารการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพ

 

แม้สินเชื่อของระบบเริ่มกลับมาขยายตัว แต่การเติบโตยังนำโดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อรายย่อยและ SME ยังขยายตัวอย่างระมัดระวัง พร้อมกับการทบทวนพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูงของบางแบงก์ สะท้อนว่าการเติบโตของสินเชื่อในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

 

  • การเร่งจัดการความเสี่ยงในพอร์ตเดิม

 

หลายแบงก์เดินหน้าจัดการความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การขายหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) และการตัดหนี้สูญ ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ส่งผลให้ NPL ของกลุ่มแบงก์ทยอยลดลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อย่างไรก็ดี การปรับลดลงดังกล่าวสะท้อนผลของการบริหารจัดการเชิงรุกมากกว่าการฟื้นตัวของคุณภาพลูกหนี้อย่างทั่วถึง

 

  • การรักษาระดับสำรองฯ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

 

สะท้อนจาก Coverage Ratio ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของงบดุลและรองรับความไม่แน่นอนในระยะต่อไป

 

KResearch

 

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะเริ่มสะท้อนผลจากการปรับกลยุทธ์ ทั้งการบริหารต้นทุนเงินทุน การเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการเติบโตอย่างมีคุณภาพ แต่ความท้าทายในช่วงครึ่งหลังของปียังคงมีอยู่ โดยคาดว่า NIM ของกลุ่มแบงก์จะอยู่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าระดับ 2.97% ในช่วงครึ่งปีแรก

 

ขณะที่ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิจะขยายตัวต่ำกว่า 3.5% YoY ชะลอลงจาก 16.8% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี หลังเริ่มได้รับผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการทยอยบังคับใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานค่าบริการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ด้วยเหตุนี้ โจทย์สำคัญของธนาคารในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการรักษาระดับกำไร แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างรายได้ ลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ย และบริหารพอร์ตสินเชื่อควบคู่กับการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories