×

จับตา ‘ปูติน’ เยือนจีนต่อทรัมป์ สานสัมพันธ์ทวิภาคี คาดหารือความมั่นคง-พลังงาน

18.05.2026
  • LOADING...
ภาพ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ระหว่างการเยือนจีน

จับตา วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางเยือนจีนในวันที่ 19-20 พฤษภาคม โดยหวังกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีและเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ท่ามกลางกระแสจับตามองว่า การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นต่อจากการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐอเมริกาภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

 

 
 

แม้จะเป็นความบังเอิญทางกำหนดการ แต่การที่ประเทศหนึ่งจะเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียต่อเนื่องกันภายใน 1 สัปดาห์ ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งในยุคหลังสงครามเย็น โดย Global Times ชี้ว่า จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการทูตระดับโลกอย่างรวดเร็ว ไปพร้อมกับแสดงบทบาทในการรักษาสมดุลเพื่อสร้างเสถียรภาพระหว่างชาติมหาอำนาจ

 

การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างไร จีนและรัสเซียจะพูดคุยอะไรบ้าง THE STANDARD สรุปสิ่งที่ควรรู้ก่อนการเจรจา

 

ปูตินตอบรับคำเชิญสี ครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

 

South China Morning Post รายงานว่า รัฐบาลปักกิ่งและมอสโกออกแถลงการณ์ว่า ปูตินจะเดินทางเยือนจีนเพื่อหารือแบบทวิภาคีในวันที่ 19-20 พฤษภาคม โดยเป็นการเยือนในระดับรัฐ (State Visit) หลังตอบรับคำเชิญของสีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดจีน

 

ทำเนียบเครมลินระบุว่า ในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ปูตินและสีจะหารือแนวทางการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ โดยผู้นำทั้งสองประเทศจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นระดับภูมิภาคและนานาชาติ ก่อนจะลงนามในปฏิญญาร่วมกันหลังสิ้นสุดการเจรจา

 

นอกจากนี้ ปูตินยังมีกำหนดการหารืออื่นๆ ในด้านเศรษฐกิจและความร่วมมือทางการค้ากับ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน โดย ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินกล่าวว่า การเยือนของผู้นำรัสเซียจะมีเนื้อหาที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

 

การเยือนของปูตินครั้งนี้ยังตรงกับวาระครบรอบ 30 ปี ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างปักกิ่งกับเครมลิน ขณะที่ TASS สื่อรัสเซียรายงานว่า การเยือนครั้งนี้เกี่ยวข้องกับโอกาสครบรอบ 25 ปี การลงนามสนธิสัญญาจีน-รัสเซีย ว่าด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือฉันมิตร (Treaty of Good-Neighborliness and Friendly Cooperation: FCT) ตั้งแต่ปี 2001

 

ที่ผ่านมา ปูตินพบสีมากกว่า 40 ครั้ง และเดินทางเยือนจีนครั้งที่ 20 โดยครั้งสุดท้ายที่ผู้นำรัสเซียเยือนจีนคือปี 2025 เพื่อเข้าร่วมการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) และเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหาร รำลึกครบรอบ 80 ปี กองทัพญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ปูตินเยือนจีนต่อจากทรัมป์ มีนัยสำคัญอะไรแอบแฝง

 

ส่วน Global Times สื่อของทางการจีน ยังปล่อยบทความวิเคราะห์ว่า การเดินทางเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และรัสเซียติดต่อกันไม่ถึง 1 สัปดาห์ มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะกำลังแสดงให้เห็นว่า จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการทูตระดับโลกอย่างรวดเร็ว

 

“การเดินทางเยือนที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยอย่างใกล้ชิดนี้ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องที่หาได้ยากอย่างยิ่งในยุคหลังสงครามเย็น หากประเทศใดประเทศหนึ่งจะเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียแบบต่อเนื่องติดๆ กันภายในสัปดาห์เดียว” Global Times ระบุ

 

ส่วน จ้าว หลง (Zhao Long) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยปัญหาระหว่างประเทศแห่งเซี่ยงไฮ้ อธิบายผ่าน South China Morning Post วิเคราะห์ว่า การเยือนจีนของปูตินอาจครอบคลุมถึงการต่ออายุสนธิสัญญา FCT ซึ่งตรงกับช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์โลก

 

ในโอกาสนี้ จีนและรัสเซียจะใช้เวลาไต่ตรองวิธีการยกระดับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของภูมิศาสตร์ ตลอดจนการขยายความร่วมมือในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม หลงอธิบายว่า การที่ปูตินเดินทางเยือนจีนต่อทรัมป์ไม่ถึง 1 สัปดาห์เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ เพราะตามกำหนดการเดิม การประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ต้องเกิดขึ้นในเดือนเมษายน แต่ทรัมป์เป็นฝ่ายขอเลื่อนในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่รัสเซียประสานกับทางการจีนเพื่อเตรียมการเยือนตั้งแต่ต้นปี 2026

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชาวจีนยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่สีได้ต้อนรับทรัมป์และปูตินภายในไม่กี่วัน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางการทูต ซึ่งมาพร้อมกับการรักษาสมดุลกับชาติมหาอำนาจสองประเทศ และไม่ใช่เรื่องที่จีนจะเลือกประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะนี่คือหนทางในการรักษาเสถียรภาพโดยรวมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ

 

South China Morning Post เชื่อว่า การพูดคุยระหว่างปูตินกับสีจะแตกต่างจากทรัมป์มาก เพราะจีนและรัสเซียเน้นเรื่องจุดยืนทางภูมิศาสตร์มากกว่า แต่การเยือนจีนของสหรัฐฯ และรัสเซีย อาจมีจุดเชื่อมโยงกันในเรื่อง ‘อาวุธนิวเคลียร์’ หลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า รัสเซียก็เป็นวาระในการหารือประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด เพราะเขาได้เสนอข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของ 3 ชาติมหาอำนาจ

 

“ผมได้เสนอแนวคิดเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์สามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกมาก นี่คือจุดเริ่มต้น” ทรัมป์กล่าวว่า คลังแสงนิวเคลียร์ของรัสเซียเป็นที่กังวลสำหรับสหรัฐฯ และจีน ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็เป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยในครั้งล่าสุด

 

แต่ มาร์ค แคตซ์ (Mark Katz) ศาสตราจารย์เกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน ชี้ว่า นานาชาติไม่ควรประเมินว่า จีนให้ความสำคัญกับรัสเซียสูงเกินไป เพราะทางการปักกิ่งขีดเส้นชัดว่า การที่รัสเซียจะพ่ายแพ้ในสงครามยูเครนไม่ใช่ผลประโยชน์ของจีน แต่ก็เตือนว่า หากปูตินอ่อนแอลงเพราะสงคราม รัสเซียก็สุ่มเสี่ยงเผชิญความไม่มั่นคงจนถึงขั้นล่มสลายได้เช่นกัน

 

จับตาเจรจาปูติน-สี มีประเด็นหารืออะไรบ้าง

 

The Guardian ชี้ว่า การหารือครั้งนี้อาจมุ่งเน้นไปที่วิกฤตพลังงาน เพราะสงครามในตะวันออกกลางทำให้การขนส่งน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลง ขณะที่ช่วงที่ผ่านมา รัสเซียกำลังผลักดันให้จีนเดินหน้าโครงการ Power of Siberia 2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความจุก๊าซธรรมชาติต่อกับท่อส่งก๊าซเดิมอีก 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร

 

อย่างไรก็ตาม จีนยังแสดงท่าทีลังเล เพราะกังวลว่า การเชื่อมต่อท่อส่งก๊าซเพิ่มเติมผูกขาดห่วงโซ่อุปทานพลังงานกับรัสเซียมากเกินไป ทว่าปูตินได้ประกาศในวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ทั้งสองประเทศใกล้บรรลุข้อตกลงเรื่องก๊าซและน้ำมันแล้ว

 

น่าสนใจว่า การเจรจาพลังงานยังเชื่อมโยงกับประเด็นไต้หวัน โดย โจเซฟ เว็บสเตอร์ (Joseph Webster) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน Atlantic Council ระบุว่า ไต้หวันอาจเป็นนัยสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการประชุมระหว่างสีกับปูติน เพราะจีนกำลังหาทางลงนามข้อตกลงเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดสงครามในช่องแคบไต้หวัน

 

“การขยายความจุของท่อส่งน้ำมันจากรัสเซียมายังจีน จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำมันของปักกิ่งได้อย่างมีนัยสำคัญ หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในไต้หวัน” เว็บสเตอร์ระบุ

 

ส่วนจ้าวมองว่า ทั้งสองฝ่ายอาจลงนามในเอกสารความร่วมมือหลายฉบับในด้านต่างๆ เช่น ความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านการขนส่ง และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมมือกันรักษาเสถียรภาพในภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาคที่มีร่วมกัน

 

นอกจากนี้ ประเด็นอื่นๆ ที่คาดว่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือ เช่น การเจรจาสันติภาพในสงครามอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

แฟ้มภาพ: Sergei Guneev / Reuters

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising