×

ผบ.ทร. แจง กมธ.งบฯ 70 มั่นใจกำลังรบเรือไทยเหนือกว่ากัมพูชา พร้อมกางแผนรับเรือดำน้ำลำแรกปลายปี 71

โดย THE STANDARD TEAM
17.07.2026
  • LOADING...
ผู้บัญชาการทหารเรือชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณ

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ณ รัฐสภา ในประเด็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลและการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

 

วันนี้ (17 กรกฎาคม) ที่ รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้เข้าชี้แจงและตอบข้อซักถามของคณะกรรมาธิการฯ ในประเด็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลและการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือ

 

พลเรือเอก ไพโรจน์ ได้ตอบข้อซักถามกรณีการเตรียมความพร้อมของกองทัพเรือไทย ภายหลังจากประเทศกัมพูชาได้รับมอบเรือคอร์เวตจากสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงมีเรือรบเก่าประจำการอยู่ประมาณ 4-6 ลำ โดยยืนยันว่ากองทัพเรือไทยมีการเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการฝึกทบทวนและการเตรียมการส่งกำลังทางเรือ ซึ่งในระยะนี้กองทัพเรือยังคงสามารถดูแลความปลอดภัยในเขตน่านน้ำไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ

 

ทั้งนี้ ย้ำว่าการใช้กำลังทางเรือมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ทั้งในเรื่องการใช้อาวุธและการตรวจการณ์ โดยจากการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพเรือกัมพูชาอย่างใกล้ชิด กองทัพเรือไทยมั่นใจว่าศักยภาพกำลังทางเรือของไทยมีความเหนือกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ กำลังพลที่มีความเชี่ยวชาญ และหลักนิยมที่เด่นชัด ซึ่งพร้อมดูแลรักษาอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ของจีนแทนเครื่องยนต์ MTU ของเยอรมนีนั้น ผบ.ทร. ระบุว่า กองทัพเรือมีความมั่นใจในระบบเครื่องยนต์ดังกล่าว ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนปั่นไฟเพื่อเก็บบรรจุพลังงาน รวมถึงการทำงานในขณะที่เรืออยู่บริเวณผิวน้ำ โดยที่ผ่านมาได้มีการส่งผู้เชี่ยวชาญไปร่วมทำการทดสอบ และส่งกำลังพลไปศึกษาดูงานจากกองทัพเรือปากีสถาน ซึ่งมีการต่อเรือประเภทเดียวกันจำนวน 10 ลำและเลือกใช้เครื่องยนต์จากจีนเช่นเดียวกัน

 

ซึ่งได้รับคำยืนยันว่าระบบเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพในการใช้งานจริง ส่วนประเด็นการชดเชยจะครอบคลุมถึงการขยายเวลารับประกัน การสนับสนุนอะไหล่ และอาวุธเพิ่มเติม ซึ่งกองทัพเรือได้ประเมินแล้วเห็นว่ามีความคุ้มค่าจึงตกลงเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์

 

ทั้งนี้ เมื่อกองทัพเรือได้รับมอบเรือดำน้ำลำแรกในช่วงปลายปี พ.ศ. 2571 จะทำการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งานเชิงลึกอีกครั้ง หากพบว่าคุ้มค่าและมีคุณภาพสูง โครงการจัดหาในลำที่ 2 และ 3 จึงจะดำเนินการตามมาในอนาคต สำหรับกรอบวงเงินเดิมที่เคยตั้งไว้ในอดีตนั้น เนื่องจากยังไม่มีการใช้จ่ายเงินจริง เป็นเพียงตัวเลขผูกพันที่ค้างอยู่ กองทัพเรือจึงได้ทำความเข้าใจกับสำนักงบประมาณเพื่อขอถอนกรอบวงเงินดังกล่าวออกไปก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพรวมกรอบวงเงินงบประมาณแผ่นดิน

 

นอกจากนี้ ผบ.ทร. ยังได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ โดยระบุว่าได้มีการกำหนดเกณฑ์และเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนในขอบเขตของงาน (TOR) และหนังสือเชิญชวน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือผู้ชนะการประมูลจะต้องส่งมอบแบบเรือ (Design) ให้แก่กองทัพเรือไทย เพื่อที่ในอนาคตไทยจะสามารถใช้แบบเรือเดิมในการต่อเรือลำใหม่ได้เอง

 

ซึ่งเงื่อนไขนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ราว 3,000–4,000 ล้านบาทต่อลำ ควบคู่ไปกับการนำนโยบาย Offset Policy หรือนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างชดเชยมาบังคับใช้ ซึ่งกำหนดให้ผู้ขายต้องนำผลประโยชน์หรือเม็ดเงินบางส่วนกลับมาลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยี หรืออุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศไทย

 

โดยข้อตกลงนี้จะถูกร่างแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งสัญญาคู่ขนานกับสัญญาต่อเรือ และจะนำเงื่อนไขในสัญญา Offset นี้ ไปผูกติดกับงวดการส่งมอบงานและการจ่ายเงินในแต่ละงวดอย่างรัดกุม อย่างไรก็ดี ตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของกองทัพเรือ มีความต้องการประจำการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงให้ครบจำนวน 8 ลำ ภายในปี พ.ศ. 2580 เพื่อความมั่นคงสูงสุดทางทะเลของประเทศ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising