×

รู้จัก JOMO การยอมพลาดอะไรไปบ้าง แล้วเริ่มเลือกชีวิตของตัวเอง

12.05.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแนวคิด JOMO (Joy of Missing Out) แสดงถึงความสงบจากการเลือกที่จะอยู่กับตัวเอง แทนการต้องตามกระแสสังคม

JOMO ทำไมบางทีการพลาดบางอย่างถึงดีต่อใจกว่า

 

มีคืนไหนบ้างที่คุณปฏิเสธการออกไปข้างนอก แล้วนอนอยู่บ้านเฉยๆ โดยไม่รู้สึกผิด ถ้ามี นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังค้นพบ JOMO หรือ Joy of Missing Out โดยไม่รู้ตัว

 

JOMO เป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2026 (ซึ่งเป็นทิศทางตรงข้ามกับ FOMO) มันคือการเลือกอย่างตั้งใจที่จะไม่อยู่ในทุกที่ ปล่อยให้ตัวเองไม่ต้องอัปเดตทุกอย่าง ไม่ต้องไปทุกงาน ไม่ต้องตามทุกเทรนด์ และที่สำคัญกว่านั้นคือทำได้โดยไม่มีความรู้สึกผิดติดมาด้วย

 

ทำไมสมองถึงต้องการ JOMO

 

นักจิตวิทยาและนักปรัชญาชาวเดนมาร์ก Svend Brinkmann ได้นำแนวคิด JOMO เข้าสู่โลกวิชาการ ด้วยข้อโต้แย้งต่อแรงกดดันทางวัฒนธรรมที่บอกให้เราต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในความเป็นจริง ยิ่งเรามีตัวเลือกมาก สมองยิ่งเหนื่อย รวมถึง Barry Schwartz นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงก็เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Paradox Of Choice ยิ่งมีให้เลือกมาก ยิ่งตัดสินใจยาก และยิ่งไม่พอใจในสิ่งที่เลือกไป เพราะสมองไม่หยุดสงสัยว่าทางอื่นจะดีกว่าไหม

 

คราวนี้มาลองหาข้อมูลในทางประสาทวิทยา พบว่าสมองของเราต้องการช่วงเวลาพักเพื่อจัดระเบียบความทรงจำ ประมวลผลประสบการณ์ และรักษาการทำงานของสมองให้ดี โดย Default Mode Network ซึ่งทำงานตอนที่เราไม่ได้โฟกัสกับอะไรข้างนอก มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนตัวเอง จินตนาการ และการฟื้นฟูอารมณ์ พูดง่ายๆ คือช่วงเวลาที่เราหยุดนิ่ง ไม่ได้เลื่อนหน้าจอ ไม่ได้ตอบอะไรใคร ไม่ได้อยู่ในงานปาร์ตี้ คือช่วงเวลาที่สมองกำลังทำงานที่สำคัญที่สุดอยู่เงียบๆ

 

อย่าเข้าใจผิด เพราะ JOMO ไม่ใช่การหนีสังคม

 

หลายคนอาจสับสนว่า JOMO คือการเก็บตัวหรือถอยออกจากโลก แต่จริงๆ แล้วมันต่างกัน FOMO ถามว่า ฉันกำลังพลาดอะไรอยู่ ขณะที่ JOMO ถามว่า ฉันได้อะไรจากการอยู่ตรงนี้ มันคือการเปลี่ยนจากการบริโภคชีวิตแบบ Passive ตามที่ฟีดพาไป สู่การออกแบบชีวิตด้วยตัวเองอย่างตั้งใจ

 

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PubMed พบว่า JOMO ช่วยลดการติดโซเชียลมีเดียได้จริง และส่งผลให้เกิดความสมดุลที่ดีขึ้นระหว่างชีวิตออนไลน์และออฟไลน์ ขณะที่งานศึกษาจาก Washington State University ยังพบเพิ่มอีกว่า คนที่มีระดับ JOMO สูงรายงานว่าใช้โซเชียลมีเดียน้อยลง มีความนับถือตัวเองมากขึ้น และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ทั้งความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าลดลง บางครั้งมันช่วยให้คนแสวงหาความหมายที่ลึกกว่าในชีวิต แทนที่จะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่พลาดไป

 

เริ่ม JOMO ในชีวิตจริงได้ยังไง

 

ไม่ต้องเริ่มจากการ detox โทรศัพท์ทั้งสัปดาห์หรือเลิกโซเชียลทันที แค่ลองถามตัวเองก่อนตอบรับทุกนัด ทุก invite ทุกการ scroll ว่าฉันอยากทำสิ่งนี้จริงๆ ไหม หรือแค่กลัวว่าจะพลาด ถ้าคำตอบคือข้อหลัง นั่นคือสัญญาณที่ FOMO กำลังตัดสินใจแทนคุณอยู่ บางทีคืนที่ดีที่สุดในชีวิตอาจไม่ใช่คืนที่เราไปอยู่ทุกที่ แต่เป็นคืนที่เราเลือกอยู่เฉยๆ ในที่ที่ใจสงบ และรู้สึกว่านั่นก็เพียงพอแล้วนะ

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories