ทำไมหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำ All time high อีกแล้ว ทั้งๆ ที่สงครามตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย เงินเฟ้อสูง สหรัฐฯ หนี้สาธารณะท่วม ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่มีเซอร์ไพรส์ด้วย
ประเด็นสำคัญ
คงจำกันได้เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ยังออกมายืนยันชัดๆ ว่า ‘ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าแทงสวนสหรัฐฯ’ ราวกับเสียงปลุกความเชื่อมั่นผู้กล้ากลับเข้าตลาดครับ
วันนี้ มีแต่คำถามเข้ามาถามผมว่า ‘เงินเราควรจะอยู่ตรงไหนดี’ และอยากได้คำแนะนำ ‘วางกลยุทธ์ยังไงไม่ให้พอร์ตพัง’
ผมจะมาฉายภาพรวมให้เห็นกันว่า อะไรที่ทำให้ใครๆ ต่างกระโจนเข้าหุ้นสหรัฐฯ แบบไม่กลัวฟองสบู่แตกกันแล้ว? ตอนนี้เงินทุนระดับโลกกำลังไหลไปไหน? และจะคว้าโอกาสอย่างไรเมื่อมาถึง
หุ้นสหรัฐฯ บวก 4-6% ฝ่า oil shock-เงินเฟ้อพุ่ง Fed คงดอกเบี้ย
ในช่วง 2 เดือนของตลาดหุ้นโลกอย่างสหรัฐฯ ที่ผจญภัยกับสงครามสหรัฐฯ – อิหร่านยิงสู้รบกันหนัก แต่จู่ๆ มีรถไฟ AI ก็พุ่งขึ้นดันตลาดแรลลี่จนถึงวันนี้ ใครที่ถือหุ้นไว้อยู่ โกยกำไรกันเต็มๆ มือ
ช่วงแรกที่เริ่มสงครามยิงสู้รบกัน (28 ก.พ.) ตลาดตกใจ น้ำมันพุ่ง หุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงมาก ดัชนี S&P 500 ร่วงต่ำสุดราว -9% เป็นช่วงที่มีการปรับฐาน (Correction) มากกว่า 10% ทั้ง Nasdaq และ Dow Jones จนเข้าสู่ปลายเดือนมีนาคม ตลาดเริ่มชินและย่อยข่าวสงครามกันแล้ว จึงมีแรงซื้อกลับบางช่วง (Rebound)
จังหวะที่สหรัฐฯ ประกาศพักรบ (Ceasefire) ต้นเมษายน คือ ฤดูปิดงบไตรมาสแรกกันแล้ว ตลาดพลิกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นักลงทุนมองข้ามสงคราม และโฟกัสที่ผลกำไร โดยมีกำไรของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดขาขึ้น ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq เดินหน้าทำ All time high และทำให้ผลตอบแทนปลายเดือนเมษายน เทียบกับเมื่อต้นปี (YtD) S&P 500 บวก 4.2% ส่วน Nasdaq บวก 6.2%
ช่วงนี้ตลาดเริ่มแกว่งขาลงบ้าง สะท้อนข่าว Fed ไม่ลดดอกเบี้ย โดยยังให้น้ำหนักต่อเงินเฟ้อสูงมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แนวโน้มข้างหน้าตลาดจะ Sideway หรือไปต่อ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดครับ
ผลประชุม Fed รอบนี้ เป็นไปตามที่ตลาดก็คาดไว้อยู่แล้ว คือ การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามตลาดคาด เพราะสัญญาณเงินเฟ้อยังเสี่ยงสูงอยู่ และไม่ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
ตอนนี้ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญ คือ Fed ปรับมุมมองเงินเฟ้อขึ้น โดยระบุว่า ‘ยังอยู่ในระดับสูง’ (elevated) จากเดิมที่เคยใช้คำว่า ‘ค่อนข้างสูง’ สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งล่าสุด ราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งขึ้นไปถึง 119.50 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว แพงที่สุดในรอบ 2 ปี
อีกจุดที่น่าสนใจ คือ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) รอบนี้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยฯ ออกมาที่ 8-4 เสียง ถือเป็นระดับความเห็นต่างสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1992 โดยมีกรรมการ 1 รายสนับสนุนการลดดอกเบี้ย ขณะที่อีก 3 รายไม่เห็นด้วยกับแนวโน้มผ่อนคลายนโยบาย สะท้อนความเห็นที่ ‘แตกต่างกันมากขึ้น’ ภายใน Fed
แนวโน้มในระยะข้างหน้า ‘Jerome Powell’ ที่กำลังนับถอยหลังประธาน Fed มองว่า ‘ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่จบ’ และ Fed ยังต้องระวังอย่างมาก ในการลดดอกเบี้ยหรือผ่อนคลายนโยบาย สถานการณ์เงินเฟ้อระยะสั้น ‘เริ่มกลับมาสูงขึ้น’ ล่าสุด ประเมินเงินเฟ้อ PCE อยู่ที่ประมาณ 3.5% (มี.ค. 2026) ขณะที่สงครามตะวันออกกลาง อาจดันราคาพลังงานเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง นโยบายดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสม และยังไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย
ก่อนหน้านี้ Donald Trump ได้ออกมาเรียกร้องให้ Fed ลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจน แต่การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Fed ยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ต้องจับตาการเข้ามาของ ‘Kavin Warskh’ ประธานคนใหม่ หลังจาก ‘Powell’ หมดวาระประธาน Fed วันที่ 15 พ.ค. นี้ แต่ยังอยู่ใน Federal Reserve ต่อในตำแหน่งผู้ว่าการ (Governor)
สรุป สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นพัง แต่กลับเกิด ‘deep’ ให้ซื้อ มองข้ามสงคราม โฟกัสกำไรบริษัทจดทะเบียน ตัวขับเคลื่อนตลาดจริงๆ
AI New Super Cycle พิสูจน์กำไรของจริง เสาค้ำยันตลาดไปต่อ
ข่าวดีอย่างหนึ่งที่พอจะเป็นเสาค้ำยันให้ตลาดได้คือ ผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยี ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านมากนัก
ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่า กำไรของกลุ่มเทคฯ ในไตรมาสแรกจะเติบโตถึง 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าโตแรงมาก แต่ก็เป็นมาตรฐานที่สูงเอาเรื่อง ใครพลาดเป้าก็มีโอกาสโดนเทแรงเหมือนกัน
กลุ่ม Magnificent 7 (7นางฟ้า) ทะยอยเปิดงบฯ กำไรประจำไตรมาส 1/2026 ออกมากันแล้ว ส่วนใหญ่กำไรยังเติบโตแข็งแกร่งและบางตัวทำดีกว่าตลาดคาดด้วย
ตัวหุ้นเด่นๆ เคลื่อนไหวหลังรายงานงบการเงินไตรมาสแรกปีนี้ออกมา อาทิ Alphabet (google) พุ่งขึ้น +7% หลังโชว์กำไรโตกว่า 80%, หุ้น Amazon ปรับขึ้น +2% หลังเปิดกำไรโต 28%
ส่วน Meta ปรับตัวลง -7% หลังจากโชว์รายได้โต 31% และกำไรดีกว่าคาด เนื่องจากมีประเด็นการลงทุนเพิ่ม (CAPEX) ที่อาจกดดันอัตรากำไรในอนาคต เช่นเดียวกับ Microsoft เป็นอีกตัวที่ร่วง -2% ทั้งๆ ที่รายได้และกำไรโต แต่มี Apple ที่โตช้ากว่ากลุ่ม ขณะที่ OpenAI บริษัทผู้สร้าง ChatGPT กลับทำผลงานออกมาพลาดเป้า กระทบตัวหุ้นร่วงเต็มๆ
ประเด็นสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า ยังมีโมเมนตัมไปต่อ คือ
- หุ้นบิ๊กเทคฯ ส่วนใหญ่ ทำรายได้โตถึง double digit สะท้อนยอดขาย มีรายได้เข้ามาแล้ว เป็นกำไรโตจากการดำเนินงานจริงๆ และ EPS โตแรง
- AI เป็น New Super Cycle โดย 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ลงทุน AI รวมกันกว่า 650-700 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว ตัวที่ทำรายได้โตเร็วสุด คือ Cloud, AI Services, Data Center
- ตอนนี้ตลาดเริ่มแบ่งเกรด การจัดกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เป็น winner ได้แก่ Google, Microsoft, Amazon กลุ่มที่เสี่ยง ได้แก่ Meta เพราะมีการลงทุน (Capex)สูง อีกกลุ่มที่กลางๆ เช่น Apple และ Tesla
ตอนนี้ AI เป็นช่วงของ ‘Monetization Phase’ หรือช่วงพิสูจน์รายได้ หุ้นกลุ่มเทค ยังนำตลาดแต่ความคาดหวังเริ่มละเอียดขึ้น ไม่ใช่แค่ ‘มี AI แล้วราคาขึ้น’
AI ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่กำลังกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่’ หรือเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนแรงงาน วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำขึ้น และเร่งการตัดสินใจทางธุรกิจได้เร็วขึ้น สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เงินลงทุนมักเคลื่อนไหวก่อนที่ผลลัพธ์จะปรากฏชัดเจน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยอินเทอร์เน็ต ยุคสมาร์ทโฟน และยุคคลาวด์ ที่บริษัทซึ่งอยู่ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงสามารถสร้างการเติบโตมหาศาลในเวลาไม่นาน วันนี้ AI กำลังอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน
เมื่อ AI กลายเป็นเมกะเทรนด์ โลกธุรกิจแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การเงิน สุขภาพ การขนส่ง หรือบริการดิจิทัล เงินทุนย่อมเคลื่อนเข้าสู่โอกาสก่อนเสมอ ปลายทางของเงินทุนโลกกำลังไหลเข้าหุ้นธีมเมกะเทรนด์ครับ
และหนึ่งในนักลงทุนระดับโลก Ray Dalio จาก Bridgewater เปิดรายงานว่าไตรมาส 4 ปี 2568 ได้เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นสหรัฐฯ 21.53% จนตอนนี้ถือหุ้นสหรัฐฯ มากกว่า 88% ของพอร์ตแล้ว โดยเพิ่มน้ำหนักหุ้นเมกะเทรนด์ด้วย
เปิดโหมด ‘Selective Risk-taking’ ด้วย 4 กลยุทธ์ ชนะเกมลงทุน
โลกกำลังจะเปลี่ยน…เงินเราควรจะอยู่ตรงไหนดี และลงทุนอย่างไรไม่ให้พอร์ตพัง
แม้นักลงทุนเริ่มมองข้ามความเสี่ยงสงคราม ปิดโหมด Risk off มาเป็น ‘Selective Risk-taking’ หรือ เลือกลงทุนมากขึ้นเป็นรายสินทรัพย์ ซึ่งก็คือ ความเสี่ยงยังอยู่ แต่ ‘ไม่ได้กดตลาดทั้งระบบ’ เหมือนเดิม
ปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ถูก ค่า P/E อยู่ในระดับสูง ประมาณ 26 เท่า แต่ในขณะเดียวกัน เหล่าตัวเลขการเงิน ทั้ง ROE ROA และกำไรสุทธิ ก็อยู่ในระดับดีที่สุดในโลกเช่นกัน ทั้งนี้ ไตรมาสแรก บริษัทในตลาดมากกว่า 88% ที่รายงานงบฯ ทำกำไรได้ดีกว่าคาด และคาดจะมีแนวโน้มกำไรเติบโต ‘ระดับสองหลัก’ ต่อเนื่องหลายไตรมาส
เท่ากับว่าเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว หุ้นสหรัฐฯ ‘ราคาสูง’ แต่อาจ ‘ไม่ได้แพง’ ครับ
จุดที่ต้องระวัง
- หุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นมา 3 ปีต่อเนื่อง เชิงสถิติหากตลาดขึ้น 4 ปีติด ปีถัดไปมีโอกาสปรับตัวลงสูงถึง 80%
- ล่าสุด Bank of America จุดพลุ ‘กระแสฟองสบู่ AI จะแตก’ อีกครั้ง โดยชี้ว่า ‘AI Big Tech’ หรือกลุ่มหุ้นผู้นำ เช่น Nvidia, Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta Platforms มีน้ำหนักในดัชนีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแตะระดับที่เคยเป็น ‘จุดพีก’ ก่อนฟองสบู่แตกในอดีต เช่น Nifty Fifty ในยุค 1970s, หุ้นญี่ปุ่นยุค 1980s และ Dot-com ปี 2000 ซึ่งล้วนจบลงด้วยการปรับฐานระยะยาว
การลงทุนในช่วงนี้จึงไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาดจากข่าวสาร แต่เป็นการให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานและทิศทางผลประกอบการของบริษัทในตลาดมากกว่า และ ‘จัดพอร์ตให้รอดในทุกสถานการณ์’
กลยุทธ์สำคัญ คือการกระจายความเสี่ยง จัดพอร์ตแบบ Core & Satellite (สัดส่วน 70%-80% กับ 30%-20%)
- มี Core Portfolio หรือพอร์ตหลักที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั้งในแง่ของสินทรัพย์ที่หลากหลายและภูมิภาค เช่น กระจายลงทุนหุ้นทั่วโลกร่วมกับตราสารหนี้ เช่น หุ้นสหรัฐฯ หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ และ พันธบัตรระยะสั้น
- การคว้าโอกาสลงทุนเพิ่มกำไรด้วย Satellite Portfolio หรือพอร์ตรอง ที่ลงทุนในกลุ่มที่เน้นโอกาสเติบโตสูงในช่วงนี้ อย่างกลุ่ม AI เทคโนโลยี ราคาขึ้นมาแรงมาก จึงต้องเลือกตัวหุ้น หรือธีมเมกะเทรนด์ต่างๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ ได้แรงหนุนจากวิกฤติพลังงาน โลกต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน เป็นเมกะเทรนด์ระยะยาว
- ลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) ลงทุนต่อเนื่องไม่ต้องจับจังหวะ ช่วยควบคุมอารมณ์และยังเฉลี่ยต้นทุนและสร้างวินัยระยะยาวด้วย
- Rebalance สม่ำเสมอ ปรับพอร์ตทุก 3-6 เดือน ขายสินทรัพย์ที่เกินสัดส่วน เติมสินทรัพย์ที่ยังมีโอกาส เท่ากับ ‘ล็อกกำไร และเตรียมลงทุนรอบใหม่’ ยึดแผนลงทุนที่ถูกหลักการ
ในโลกที่มีความผันผวนสูง เลือกโฟกัส ‘กำไรบริษัท’ มากกว่าข่าว เพราะสงคราม เป็นความผันผวนระยะสั้น แต่การลงทุนเป็นเกมระยะยาว และคนที่สร้างผลตอบแทนได้จริงไม่ใช่คนที่ ‘หนีตลาดได้เก่งที่สุด’
แต่คือคนที่ ‘อยู่ในตลาดได้นานพอ และมีวินัยมากพอ’ ต่างหากที่เป็นผู้ชนะในเกมนี้

