Fitch Ratings มองแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยในปี 2569 (Sector Outlook) จะปรับตัวอ่อนแอลง ในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและแรงกดดันด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยคาดว่า ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) กำลังลดลง ห่วงหากเศรษฐกิจแย่ลงฉุดรายได้ค่าธรรมเนียมผันผวน มองค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญ (Credit Costs) จะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เหตุ NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) คาดว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคาร (Sector Outlook) ของไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 แม้ว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในเชิงระบบ 6 แห่งของไทย (D-SIBs) จะยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1 ปี 2569 ก็ตาม
“แม้ว่าความสามารถในการทำกำไรโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ดี แต่อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้ปรับตัวลดลง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะปรับตัวอ่อนแอลงและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผลประกอบการและคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้”
ฟิทช์ เรทติ้งส์ยังระบุว่าจากการรายงานผลประกอบการเบื้องต้นของธนาคารขนาดใหญ่ของไทยทั้ง 6 แห่งพบว่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Average Return on Assets) อยู่ที่ประมาณ 1.28% ในไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.23% ในปี 2568
โดยผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิถูกบรรเทาลงจากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการปรับตัวเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์คาดว่าผลประกอบการของธนาคารยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่อาจจะยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบทั้งหมดจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 5 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569
นอกจากนี้รายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวดีขึ้นนั้นอาจผันผวนได้ หากภาวะเศรษฐกิจปรับตัวอ่อนแอลง อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญ (Credit Costs) น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงต่อเนื่อง
“ธนาคารไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทาย หลังจากมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรที่สำคัญได้มีการฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ดีกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิดแล้ว ดังนั้นฟิทช์จึงคาดว่าผลประกอบการน่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ใช้ได้ แม้อาจมีการปรับตัวด้อยลงบ้างในช่วงที่เหลือของปี 2569”
โดยคุณภาพสินทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยรวมยังคงทรงตัว โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Impaired Loan Ratio) เฉลี่ยของธนาคารทั้ง 6 แห่งทรงตัวอยู่ที่ 3.7% เทียบกับสิ้นปี 2568 แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงน่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
ฟิทช์คาดว่า อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569 แต่น่าจะยังคงต่ำกว่า 4.0% โดยกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และลูกหนี้รายย่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกัน มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันมากที่สุด อีกทั้งสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงประมาณ 87% ของ GDP น่าจะยังคงเป็นข้อจำกัดต่อความยืดหยุ่นทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพกำลังปรับตัวสูงขึ้น
ฟิทช์มองว่าหากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะเศรษฐกิจหรือการจ้างงานก็มีความเป็นไปได้ที่ทางการอาจออกมาตรการช่วยเหลือผ่อนผัน (Forbearance Measures) ซึ่งอาจจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพ แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่กรณีฐาน (Base Case Scenario) ของฟิทช์
ในขณะเดียวกัน ธนาคารไทยยังคงมีความสามารถสูงในการรองรับความเสี่ยงจากการปรับตัวด้อยลงของคุณภาพสินทรัพย์ โดยอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนเฉลี่ยของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่ง ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 189% จาก 185% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งทำให้ธนาคารมีความสามารถในการตัดหนี้สูญในอนาคต และน่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวนมากอย่างเฉียบพลับ
ฐานะเงินกองทุนเป็นจุดแข็งที่สำคัญของธนาคารไทยเช่นกัน ทั้งนี้อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเฉลี่ยของภาคธนาคาร (sector’s average CET 1 ratio) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 17.6% ในปี 2568
โดยฟิทช์คาดยังว่า ฐานะเงินกองทุนจะยังคงเป็นปัจจัยช่วยรองรับความเสี่ยงได้อย่างแข็งแกร่ง ฟิทช์คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อน่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำมากในปีนี้ ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการสะสมเงินกองทุน (internal capital generation) ของธนาคาร
ธนาคารไทยส่วนใหญ่ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ ยังคงมีแนวโน้มอันดับเครดิตอยู่ที่ ‘มีเสถียรภาพ’ แม้ว่าฟิทช์จะมองว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ (headroom) โดยเฉพาะในด้านฐานะเงินกองทุนและด้านผลประกอบการ
ในขณะเดียวกันอันดับเครดิตของธนาคารบางแห่งอาจมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ เนื่องจากอันดับเครดิตมีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตของประเทศไทยหรือถูกจำกัดโดยเพดานอันดับเครดิตประเทศ (Country Ceiling) ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยที่มี ‘แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ’ เช่นกัน

