เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ที่สะท้อนว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับปัญหาระยะสั้น (จากสงครามพลังงาน-การค้า) และปัญหาระยะยาว (เชิงโครงสร้าง) นักเศรษฐศาสตร์เตือนหากรัฐบาลรักษาตำแหน่งงานไว้ไม่ทัน ปัญหาในตลาดแรงงานไทยอาจกลายงูกินหางฉุดเศรษฐกิจอีกระลอก และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคม
ประเด็นสำคัญ
- 1. ยอดคนขอรับสวัสดิการ ‘ว่างงาน’ พุ่งแตะ 242,437 คนในมีนาคม
- 2. การเลิกจ้างในระบบจ่อพุ่งแตะ 45,000 คนต่อเดือนในปีนี้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
- 3. รายได้ครัวเรือนคนไทย ‘ลดลง’ หลังเจอปัญหารุมเร้า
- 4. ‘หลุมรายได้ที่แท้จริง’ จ่อ ‘แย่ลง’ จากสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติม
- 5. มีแรงงานราว 2.6 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง
- 6. คนถอดใจออกจากระบบมากขึ้น: แรงงานไทยกำลัง ‘หาย’ ไปจากกำลังแรงงาน
- 7. อัตราว่างงาน ‘แรงงานจบใหม่’ ยังสูง
- 8. สัดส่วนแรงงานนอกระบบ ‘สูงกว่า’ แรงงานในระบบ
- ในระยะสั้น รัฐบาลต้องการจัดหาวัตถุดิบ-ต้นทุน ป้องกันการหยุดการผลิต
- แนะรัฐอย่ามุ่งแต่ลดค่าครองชีพ ต้องรักษาตำแหน่งงานควบคู่กันด้วย
- วงจรงูกินหาง: ปัญหา ‘คนตกงาน’ จ่อวนกลับมากระทบเศรษฐกิจระดับประเทศ
- หากรัฐบาลรักษางานไม่ทัน คนตกงานเรื่อยๆ อาจนำไปสู่ ‘ปัญหาสังคม’
1. ยอดคนขอรับสวัสดิการ ‘ว่างงาน’ พุ่งแตะ 242,437 คนในมีนาคม
ผู้ประกันตนที่รับประโยชน์ทดแทนกรณีการว่างงานรายเดือนของสำนักงานประกันสังคมในมีนาคม 2569 (เดือนแรกของสงครามตะวันออกกลาง) อยู่ที่ 242,437 คนเพิ่มขึ้น 10,392 คน (6.54%) จาก 232,045 คนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และนับเป็นการเพิ่มขึ้น 3 เดือนติดต่อกันแล้ว
ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างในระบบ) ที่ถูกเลิกจ้าง ลาออก สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือกรณีพิเศษอื่น (เช่น นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราว)
2. การเลิกจ้างในระบบจ่อพุ่งแตะ 45,000 คนต่อเดือนในปีนี้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
เมื่อดูในฝั่งการเลิกจ้างเพียงด้านเดียว ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) พบว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% (CAGR 2565-2568)
- ณ สิ้นปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 531,779 คน เพิ่มขึ้นราว 20% (YoY)
- ณ สิ้นปี 2567 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 441,840 คน เพิ่มขึ้นราว 5% (YoY)
- ณ สิ้นปี 2566 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 419,405 คน เพิ่มขึ้นราว 5% (YoY)
- ณ สิ้นปี 2565 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 439,084 คน
โดยจากสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในช่วงปี 2565-2567 ตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 35,000-37,000 คน แต่พอถึงปี 2568 ตัวเลขเฉลี่ยได้พุ่งขึ้นไปสูงถึงประมาณ 44,000 คนต่อเดือน
เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สาเหตุตัวเลขการเลิกจ้างในระบบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง มาจากปัญหาที่สะสมมายาวนาน ตั้งแต่ช่วงโควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัญหาสงครามการค้า มาตรการภาษีระหว่างประเทศ และความสามารถในการแข่งขันจากการตีตลาดของสินค้านำเข้าจากจีน ท่ามกลางรายได้ของผู้บริโภคในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้น
ดังนั้น “หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างอาจเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ในระดับ 40,000 – 45,000 คนต่อเดือนได้” เกวลินกล่าว
3. รายได้ครัวเรือนคนไทย ‘ลดลง’ หลังเจอปัญหารุมเร้า
จากการสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากกลุ่มตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือน พบว่า รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนในปี 2568 อยู่ที่ 28,308 บาทต่อเดือน ลดลงกว่า 2.5% จาก 29,030 บาทต่อเดือนในปี 2566 (ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนทุก 2 ปี)
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้ครัวเรือนคนไทยลดลงในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ทำให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัวจากการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก โดยแม้ตัวเลขส่งออกไทยจะออกมาดูดีแต่กลับกระจุกตัวในกลุ่มที่ส่งไปตลาดสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ธุรกิจไทยยังต้องแข่งขันกับสินค้าจีนที่เข้ามาเยอะ เห็นได้จากตัวเลขของจำนวนธุรกิจเปิดใหม่น้อยลง ขณะที่จำนวนธุรกิจหรือโรงงานปิดตัวเพิ่มเยอะขึ้น ทำให้เห็นการลดชั่วโมงทำงานหรือลดคนงานของนายจ้าง
4. ‘หลุมรายได้ที่แท้จริง’ จ่อ ‘แย่ลง’ จากสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติม
โดยตามการคำนวณ ‘รายได้ที่แท้จริง’ ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) โดยทำเป็นดัชนี พร้อมกำหนดให้ปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่เกิดการระบาดของโควิดเท่ากับ 100 พบว่า การเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่แท้จริงเฉลี่ยในรอบ 1 ปีของคนไทยมีลักษณะเป็น ‘หลุม’
แม้ในปี 2568 ที่ผ่านมา รายได้ที่แท้จริงของคนไทยฟื้นตัวกลับไปแตะ 99.6 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีดังกล่าว ‘ติดลบ’ แต่ก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปเท่าช่วงโควิดได้
สำหรับแนวโน้ม ‘รายได้แท้จริง’ ในปี 2569 นี้ ดร.ฐิติมา มองว่า มีแนวโน้มจะลดลง หรือ ‘หัวปัก’ เนื่องจาก 2 ตัวแปรหลักได้แก่ รายได้ที่เป็นตัวเงิน (Nominal Income) กำลังลดลงในทุกกลุ่ม ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพกำลังจะพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง
“ถ้าดูรายได้ที่แท้จริงก็น่ากังวลขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากในปีที่แล้วเรายังไม่ฟื้นกลับไปช่วงก่อนโควิดเลย พอมาปีนี้รายได้ที่แท้จริงก็ยังไม่น่าจะไม่กลับไปได้ เนื่องจากมีสงครามตะวันออกกลางเข้ามาอีก ทิศทางรายได้คนไทยก็น่าจะอาจลดลง” ดร.ฐิติมากล่าว

5. มีแรงงานราว 2.6 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง
SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง และการผลิตในกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นจากค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าไปยังตลาดในตะวันออกกลางถูกจำกัด
โดยแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในธุรกิจเหล่านี้มีอยู่ราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ตัดค่าล่วงเวลา หรือลดการจ้างงานลง ปัจจัยภายนอกเหล่านี้จึงอาจเป็น ‘ตัวเร่ง’ ในปีนี้ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม

6. คนถอดใจออกจากระบบมากขึ้น: แรงงานไทยกำลัง ‘หาย’ ไปจากกำลังแรงงาน
‘ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน’ เพิ่มเป็น 30.2 ล้านคนในปี 2568 จาก 29.6 ล้านคนในปี 2563 เนื่องมาจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงผู้ที่เกษียณจากงาน กลุ่มคนที่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน กลุ่มคนที่จำเป็นต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในบ้าน และกลุ่มคนที่ไม่หางานหรือไม่พร้อมทำงานจากปัจจัยส่วนตัว
SCB EIC ยังระบุว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานเช่นนี้ตอกย้ำว่า ภาระของคนไทยวัยทำงานจะยิ่งเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง (Dependency ratio) ที่คำนวณจากสัดส่วน “ประชากรที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน (อายุไม่เกิน 15 ปี และประชากรอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป)” กับ “ประชากรวัยทำงานที่ยังทำงานอยู่ (อายุ 15 – 59 ปี)” ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2567 ยังพบว่า อัตราส่วนภาระพึ่งพิงสูงขึ้นอยู่ที่ 58.6% หมายถึงประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรับภาระดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุรวมกันราว 58-59 คน และมีแนวโน้มที่อัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้าจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว
7. อัตราว่างงาน ‘แรงงานจบใหม่’ ยังสูง
ตามการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า จำนวนผู้ว่างงานในกลุ่มเยาวชน (อายุ 15 – 24 ปี) มีจำนวน 1.42 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 4.0% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 นับว่าเป็นอัตราที่ ‘สูง’ เมื่อเทียบกับอัตราการว่างงานภาพรวม ซึ่งอยู่ที่ 0.7% ของกำลังแรงงานรวม (จำนวนผู้ว่างงานรวมอยู่ที่ 2.80 แสนคน)
8. สัดส่วนแรงงานนอกระบบ ‘สูงกว่า’ แรงงานในระบบ
ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2568 แรงงานนอกระบบมีจำนวนมากกว่าแรงงานในระบบประมาณ 1.9 แสนคน จากผู้มีงานทำทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน (52.4%) และเป็นแรงงานในระบบ 19.0 ล้านคน (47.6%)
SCB EIC ยังระบุว่า เมื่อโอกาสในตลาดแรงงานในระบบมีจำกัด แรงงานจบใหม่จำนวนหนึ่งจึงหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานขับรถรับส่งสินค้าและผู้โดยสาร หรือขายสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้สัดส่วนแรงงานนอกระบบในปี 2568 ยังทรงตัวสูงที่ 52.4% ของแรงงานทั้งหมด
สะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องเผชิญกับความเปราะบางจากการขาดความมั่นคงของรายได้ สวัสดิการพื้นฐาน และการคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงขาดหลักประกันการออม และลดทอนโอกาสในการขยับฐานะทางสังคม (Social mobility) ของคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ภายใต้ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ดูต่ำลง
ในระยะสั้น รัฐบาลต้องการจัดหาวัตถุดิบ-ต้นทุน ป้องกันการหยุดการผลิต
เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แนะว่า เพื่อรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด รัฐบาลควรต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่อง ‘วัตถุดิบและต้นทุน’ โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบหลัก เช่น พลาสติก ปุ๋ย น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ให้มีเพียงพอและในราคาที่ผู้ประกอบการพออยู่ได้ เพื่อให้โรงงานยังสามารถเดินสายการผลิตต่อไปได้และไม่ต้องเลิกจ้างคน
นอกจากนี้ หากโรงงานจำเป็นต้องหยุดพักการผลิตชั่วคราว รัฐควรมีมาตรการเข้าไปช่วยประคับประคองเพื่อให้การหยุดผลิตสั้นที่สุด
สำหรับในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ทั้งในฝั่งของภาคธุรกิจและการพัฒนาแรงงาน สำหรับภาคธุรกิจ รัฐต้องหาทาง ลดต้นทุนแฝง เช่น การลดขั้นตอนความยุ่งยากในการติดต่อหน่วยงานราชการ เพื่อให้ต้นทุนรวมต่ำลงและสามารถแข่งขันได้ ส่วนในฝั่งของแรงงาน รัฐต้องช่วย ยกระดับทักษะ (Upskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษา
แนะรัฐอย่ามุ่งแต่ลดค่าครองชีพ ต้องรักษาตำแหน่งงานควบคู่กันด้วย
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำอยู่คือมาตรการลดค่าครองชีพและรายจ่ายในบางกลุ่ม เช่น มาตรการ ‘คนละครึ่ง’ อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมามองว่า มาตรการที่จะช่วยได้มากกว่าคือ ‘การรักษางาน’ ผ่านการช่วยเหลือนายจ้าง โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เป็นคนจ้างงานหลักของประเทศ ที่อาจกำลังจะไม่ไหว เพราะแบกต้นทุนที่สูงขึ้นและยังปรับตัวไม่ได้
นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังแนะว่า รัฐบาลยังควรต้องเร่งประเมินผลกระทบจากต้นทุนพลังงานแพงและภาวะสินค้าที่ขาดแคลน (Second Round Effect) ให้ชัดเจน เพื่อเข้าไปช่วยรักษาการจ้างงานให้ทันท่วงที
“เรายังไม่เคยเห็นนโยบายรักษางาน หรือช่วยนายจ้างธุรกิจ SME เท่าไหร่ นอกจากนี้ รัฐบาลก็ควรประเมินความรุนแรงจาก Second Round Effect ให้ทัน” ดร.ฐิติมากล่าว
สำหรับในระยะยาว รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจในการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill) ผ่านมาตรการภาษี หรือเงินอุดหนุน รวมไปถึงการสร้างแพลตฟอร์มจับคู่งาน ขยายระบบสวัสดิการให้ครอบคลุมแรงงานอิสระ (Gig economy) และต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเข้ามาของ AI ที่จะกระทบกับตลาดแรงงานไทยด้วย
วงจรงูกินหาง: ปัญหา ‘คนตกงาน’ จ่อวนกลับมากระทบเศรษฐกิจระดับประเทศ
เกวลินกล่าวว่า หากผู้ที่ถูกเลิกจ้างหลุดออกจากระบบไปแล้ว แต่ไม่สามารถหางานใหม่ทำได้ อาจส่งผลกระทบวนกลับสร้างปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจาก หากผู้คนตกงานมากขึ้น ก็จะทำให้กำลังซื้อของครัวเรือนจะหายไป ทำให้คนไม่มีเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอย เมื่อคนไม่มีเงินไปจับจ่ายใช้สอย จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงยอดขายของภาคธุรกิจที่ลดลง และส่งผลให้รายได้จากการเก็บภาษีของภาครัฐลดลงตามไปด้วย
ท้ายที่สุดปัญหาทั้งหมดจะย้อนกลับมากระทบภาพรวมของ ‘เศรษฐกิจ’ ระดับประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขการเลิกจ้างจึงกลายเป็นเครื่องชี้วัด (Indicator) ล่วงหน้า ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงข้างหน้าได้
หากรัฐบาลรักษางานไม่ทัน คนตกงานเรื่อยๆ อาจนำไปสู่ ‘ปัญหาสังคม’
ขณะที่ดร.ฐิติมากล่าวว่า ภาวะที่แรงงานไหลออกจากระบบต่อเนื่องเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ สูญเสียสวัสดิการทางสังคม (Social Safety Net) การเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้ทักษะการทำงานถดถอยและสูญหาย สุดท้ายจึงอาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจบานปลายสู่ ‘ปัญหาสังคม’
โดยดร.ฐิติมาอธิบายต่อว่า เมื่อแรงงานหลุดออกจากระบบ รายได้ประจำจะหายไปทันที และถึงแม้จะสามารถหางานใหม่ที่เป็นงานนอกระบบได้ รายได้ก็มักจะลดลงและไม่มีความแน่นอน
การหลุดออกจากระบบก็จะทำให้แรงงานสูญเสียสวัสดิการทางสังคม (Social Safety Net) ต่างๆ ที่เคยได้การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน รวมถึงเงินออมสะสมที่มีนายจ้างและรัฐบาลช่วยสมทบให้
นอกจากนี้ การไม่มีฐานะการจ้างงานที่มั่นคงจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือทางการเงิน ส่งผลให้การขอกู้ยืมเงินหรือเข้าถึงแหล่งทุนในระบบทำได้ยากลำบากขึ้น
สุดท้ายแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจก็อาจบานปลายสู่ปัญหาสังคม เนื่องจาก “คนทำงาน 1 คนมักมีภาระต้องดูแลสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว หากคนคนนี้ตกงานและขาดรายได้ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ตัวเอง แต่จะกระทบถึงคนรอบข้าง ซึ่งท้ายที่สุดจะขยายวงกว้างจากปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาสังคม” ดร.ฐิติมากล่าว

