×

สว. 2 สาย ชำแหละผลงาน กกต. จากปรากฏการณ์ “อย่ามาแหวง” ถึงคอนเนคชัน พตส.

โดย THE STANDARD TEAM
28.04.2026
  • LOADING...
ภาพ สว. อภิปรายผลงาน กกต. โดยมี แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เข้าร่วม

ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 ในวันนี้ (28 เมษายน) ได้มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ราว 13 คน ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะ โดย สว. จำนวนหนึ่งได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง สส. และการเลือก สว. เมื่อปี 2567

 

 
 

ผู้อภิปรายคนแรก เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ตั้งคำถามถึงการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ซึ่งประธาน กกต. ณ ขณะนั้นคาดว่า จะมีจำนวนผู้สมัครราวแสนคน แต่กลับมีผู้สมัครจริงเพียง 48,117 คนเท่านั้น สำนักงาน กกต. ได้ประเมินหรือไม่ว่า จำนวนผู้สมัครน้อยกว่าที่คาดเกินครึ่งเพราะอะไร อีกทั้งระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัว ที่มีการท้วงติงว่าขัดต่อความมุ่งหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วม แม้แต่ สว. ชุดก่อนหน้านี้ก็ยังมีการสรุปบทเรียนและข้อแนะนำเรื่องการมีส่วนร่วม

 

เทวฤทธิ์ยังกล่าวถึงหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ระดับสูง รุ่นที่ 14 (พตส. 14) ซึ่งมีการไปศึกษาดูงานต่างประเทศ แต่เมื่อดูรายชื่อ 140 คน ผู้ได้รับการคัดเลือกในหลักสูตรดังกล่าวแล้ว จะพบว่า 50% เป็นภาคเอกชน แม้บางส่วนมาจากสื่อก็เป็นระดับผู้บริหาร อีกทั้งยังมีองค์กรอิสระ รวมถึงคนที่เคยทำงานกับ กกต. ถึง 12.8% และยังมีนักการเมืองระดับชาติหรือท้องถิ่นราว 14% และข้าราชการ อัยการ ตำรวจ ราว 13.6% จึงมีคำถามเรื่องการสร้างเครือข่ายหรือคอนเนคชันภายในหลักสูตร

 

“หลักสูตรนี้จะกลไกป้องกันปัญหาเรื่องการสร้างคอนเนคชันอย่างไร โดยเฉพาะคนที่มีบทบาทเป็นองค์กรอิสระ หากคนเป็นนักการเมือง ภาคเอกชน จะต้องถูกคดีหรือถูกตรวจสอบ จะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้จะให้ความเป็นธรรมกับคู่กรณีที่เคยผ่านหลักสูตรมาด้วยกัน” เทวฤทธิ์กล่าว

 

ชี้ปรากฏการณ์ “อย่ามาแหวง” สะท้อนศรัทธาที่เสื่อม

 

ต่อมา นพ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ระบุว่า การทำงานของ กกต. ที่ผ่านมาทำให้เกิดปรากฏการณ์ในสังคม ที่ประชาชนต่างพูดคำว่า “อย่ามาแหวง” ซึ่งแสวงเองกลับรู้สึกภูมิใจ และไม่โกรธกับคำพูดดังกล่าว แต่ตนเองมองว่า คำพูดนั้นสะท้อนความไม่เชื่อถือ จะภูมิใจในความไม่เชื่อถือได้อย่างไร และควรนำไปปรับปรุงแก้ไข

 

“เลขาธิการ กกต. มีมานาน ตั้งแต่ท่านวิจิตร อยู่สุภาพ ก็ไม่มีใครพูดว่า ‘อย่ามาวิจิตร’ นะ ผมคิดว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชาชนรู้สึกกับองค์กรอิสระเช่นนี้ ด้วยการตั้งคำถามว่า อิสระจริงหรือไม่” นพ. เปรมศักดิ์ระบุ

 

นพ. เปรมศักดิ์ยังหยิบยกผลการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งประชาชนลงคะแนนเห็นชอบมากถึง 60% แต่เรื่องนี้กลับไม่ถูกกล่าวถึงในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแม้แต่บรรทัดเดียว แปลว่ารัฐบาลไม่เชื่อถือผลประชามติหรืออย่างไร ถ้าหากตนเองเป็น กกต. จะต้องโวยและทวงรัฐบาล เพราะมีการลงคะแนนทั้งประเทศ และรัฐบาลเองก็เป็นผู้สั่งให้ กกต. มีการทำประชามติ

 

“เมื่อเขาไม่นำผลการทำประชามติรัฐธรรมนูญมาใช้เป็นนโยบาย แปลว่าเขาตบหน้า กกต. หรือไม่ ท่านหน้าชาหรือไม่ครับ ผมหน้าชาแทนท่านนะครับ และผมอยากจะให้ท่านตอบว่า อนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีอยู่ในนโยบายรัฐบาล แล้ว กกต. จะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร”

 

สว. ฝ่ายเสียงข้างมากชี้ ไม่มีคำว่า “ฮั้ว” ในกฎหมาย

 

ขณะเดียวกัน ก็มี สว. บางส่วนที่อภิปรายสนับสนุนและชื่นชมการทำงานของ กกต. อย่าง สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. ระบุว่า ในการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ซึ่งมีการร้องเรียนตามมาอย่างมากมาย เนื่องจากผู้ไม่ได้รับการเลือก และเป็น สว. สำรอง อยู่ขณะนี้ ก็มีความต้องการจะได้เป็น สว. ตัวจริง พร้อมเทียบกับการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2542 ที่ไม่มีการให้ใครเป็น สว. สำรอง จึงไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

 

ด้าน มังกร ศรีเจริญกูล สว. อภิปรายแสดงความเห็นถึงการเลือกตั้งพร้อมการออกเสียงประชามติที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นในวันเดียวกัน โดยส่วนตัวมองว่า หากมีวาระต่อไปควรแยกกัน ไม่ควรรวมเป็นวันเดียวกัน เพราะ กกต. ก็ต้องยอมรับว่า มีข้อผิดพลาดอยู่ รวมถึงควรอำนวยความสะดวกให้มีการทำประชามติล่วงหน้าในต่างประเทศเพิ่มด้วย เพราะมีประชาชนสอบถามมาเป็นจำนวนมาก

 

จากนั้น พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ สว. เกริ่นนำว่า วันนี้เป็นการรับทราบรายงาน ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กกต. ทั้งนี้ ขอให้กำลังใจ กกต. ในการจัดเลือก สว. เมื่อปี 2567 ซึ่งทำได้ดีแล้ว เพียงแต่ขาดความกล้าหาญในการทำหน้าที่ให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลังการเลือก สว. อำนาจไต่สวนเป็นของ กกต. ที่จะส่งให้ศาลพิจารณาสำนวน หรือสามารถใช้องค์กรอิสระอื่นๆ ช่วยเหลือก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้หน่วยงานที่มีศักดิ์ทางกฎหมายต่ำกว่ามาดำเนินการ

 

พ.ต.อ. กอบย้ำว่า การใช้คำว่าฮั้ว สว. เป็นคำพูดที่ผิด สว. บางคนที่พูดก็ไม่ควรใช้คำนี้หากท่านเป็น สว. ที่มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คำว่าฮั้วไม่มีในกฎหมาย เป็นอำนาจของ กกต. ดำเนินการอยู่ ไม่ใช่หน้าที่ของ สว. หากไม่กำหนดบริบทให้ครบถ้วนตามหน้าที่ จะทำให้ผู้มาชี้แจงตกเป็นจำเลยไป

 

แสวงแจง ผิดพลาดเรื่องปกติ แต่ระบบแข็งแรง-แทรกแซงไม่ได้

 

หลังเสร็จสิ้นการอภิปราย แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้กล่าวชี้แจงโดยขอบคุณข้อเสนอแนะของ สว. โดยย้ำว่า การเลือกตั้งเปรียบเสมือนการแข่งขันจึงต้องเคารพกติกา กกต. คือผู้ออกแบบการเลือกตั้งให้เรียบร้อย และตรวจสอบว่าเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใส เราไม่ได้เห็นเกินกว่าที่ประชาชนเห็นในวันเลือกตั้ง ประชาชนเห็นอย่างไร เราก็เห็นอย่างนั้น การทำงานกับ กปน. กว่าล้านคน ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ยืนยันว่า ตัวระบบมีความแข็งแรง ไม่สามารถแทรกแซงได้

 

“เมื่อครู่มี สว. อธิบายเรื่องผิดพลาด 50% จริงๆ มีหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ลงคลาดเคลื่อน ผมพูดว่าผิดพลาด 50 แห่ง จาก 1 แสนแห่ง แค่นั้นเอง ทุกแห่งได้ตรวจสอบไปแล้ว และหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นก็ขอโทษมาแล้วด้วย”

 

ส่วนประเด็นที่มีความเป็นห่วงว่า กกต. ฟ้องปิดปากประชาชนนั้น แสวงอธิบายว่า เราคำนึงถึงการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ กกต. ไม่เคยฟ้องผู้ที่มาวิพากษ์วิจารณ์เป็นการส่วนตัว แต่ต้องแยกระหว่างคนทำผิดกับสิทธิเสรีภาพ เมื่อมีใครทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยความเรียบร้อย และไม่ใช่สิทธิตามรัฐธรรมนูญ กกต. ก็มีหน้าที่ปกป้องให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยความเรียบร้อย แต่ถ้าเป็นการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น กกต. ไม่เคยฟ้องใคร

 

สำหรับระเบียบเรื่องการแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. เนื่องจากข้อจำกัดตามกฎหมายที่ไม่ให้ผู้สมัครหาเสียง ให้แต่เพียงแนะนำตัว กกต. จึงเสนอวิธีที่คิดว่าสมดุล คือเป็นวิธีที่สุจริต และผู้สมัครมีโอกาสได้แนะนำตัวแบบพบปะกันได้ และเมื่อมีคำพิพากษาศาลปกครองให้ยกเลิกระเบียบ สำนักงาน กกต. ก็ถือปฏิบัติตามโดยไม่ได้อุทธรณ์

 

แสวงชี้แจงต่อไปถึงหลักสูตร พตส. 14 ว่ามีเจตนาต่างจากหลักสูตรอื่น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เรื่องคอนเนคชันหรือความสัมพันธ์ แต่วิธีคิดจะแตกต่างคือสำนักงาน กกต. คาดหวังองค์ความรู้จากผู้ร่วมหลักสูตร ซึ่งมีวิธีคิดต่างจากราชการ ซึ่งสำนักงาน กกต. จะนำผลการศึกษามาปรับปรุงการทำงานของ กกต. ต่อไป พร้อมย้ำว่า การดูงานต่างประเทศเป็นงบของผู้เรียนเอง 100%

 

ผลประชามติเดินหน้าต่อเป็นหน้าที่รัฐบาล ไม่เกี่ยว กกต.

 

ขณะที่เรื่องการออกเสียงประชามติ แสวงระบุว่า รัฐบาลจะดำเนินการต่ออย่างไรนั้นก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล การออกเสียงประชามติก็เริ่มต้นจากรัฐสภาส่งไปยังรัฐบาล แต่รัฐบาลได้ตั้งคำถามใหม่ ส่วนการดำเนินการของรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาหรือประชาชนต้องตรวจสอบรัฐบาล กกต. คงไม่ได้อยู่ในอำนาจตรงนี้ เพราะ กกต. มีหน้าที่จัดการออกเสียงประชามติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 

ต่อมา เทวฤทธิ์ได้ขอฝากถึงผู้ชี้แจงเพิ่มเติม ในประเด็นที่ กกต. ฟ้องร้องประชาชนหรือกลุ่มคนที่ไปตรวจสอบการทำงานของ กกต. จึงอยากให้ กกต. ชั่งน้ำหนักระหว่างความเรียบร้อยของการเลือกตั้งและสิทธิของประชาชน ที่ กกต. เขียนไว้ในยุทธศาสตร์ 20 ปี ทั้งเรื่องการส่งเสริมเครือข่ายประชาธิปไตย หรือจิตสำนึกและตระหนักรู้ในสิทธิพลเมือง

 

เทวฤทธิ์ทิ้งท้ายว่า การที่ประชาชนทำแบบนั้นอาจไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ทำไปเพื่อการตรวจสอบ หากมองในแง่ดีก็เป็นการแสดงถึงจิตสำนักพลเมือง เป้าหมายไม่ต่างกัน แต่ต่างกันแค่วิธีการ กลุ่มคนเหล่านั้นจริงๆ แล้วอาจจะเป็นมิตรกับพวกท่าน

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising