ย้อนไปสู่วันนี้ (26 มิถุนายน) เมื่อปี 2567 ได้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ เพื่อสรรหา สว. ตัวจริง 200 คนจากบรรดาผู้สมัครหลายหมื่นคน ตั้งแต่เช้าตรู่จนแทบข้ามวันของเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้เป็นจุดเริ่มต้นของคดีประวัติศาสตร์ที่มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย กระทำการฮั้วกันเพื่อทุจริตการเลือก สว. เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ
คดีดังกล่าวมีมูลเหตุจากการอาศัยช่องโหว่ของระบบการเลือก สว. ที่เปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้สมัคร รวมเสียงบล็อกโหวต และออก ‘โพย’ เพื่อล็อกผลการลงคะแนนข้ามกลุ่มได้อย่างมโหฬาร จนนำไปสู่การร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มากมาย จนคดีเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง หลังจากมีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่ง กกต. ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นเจ้าภาพ
กระบวนการสืบสวนอันเข้มข้นนำมาสู่การค้นพบหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปสู่คณะบุคคลในแวดวงการเมืองหลายราย ตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่นจนถึงกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหญ่ กระทั่งมีการชี้มูลเอาผิดผู้ต้องสงสัยกว่า 200 คน และในจำนวนนั้นมี สว. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันติดร่างแหไปด้วยเกือบครึ่งหนึ่งของวุฒิสภา
ถึงกระนั้น คดียังต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของ กกต. ในการพิจารณาว่าจะส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งหากศาลประทับรับฟ้องก็อาจมีคำสั่งให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว แต่ไม่วายมีการพลิกล็อกครั้งใหญ่ เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ชุดที่ 36 ซึ่ง กกต. ตั้งขึ้น มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน
มาถึงปัจจุบันที่คดีฮั้ว สว. เข้าสู่ขั้นสุกงอม เพราะในด่านสุดท้ายคือ กกต. ชุดใหญ่ ทั้ง 7 คน จะต้องพิจารณาสำนวนคดีทั้งหมด โดยมีกำหนดประชุมกันทุกวันจันทร์ทั้งหมด 12 ครั้ง และตามกรอบเวลาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา


